Nanti-'s profile(yathur)jaPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
December 03 ยาย กะ หลาน คุยกันหลาน >> "ยาย.. ยาย "
ยาย >> "หา? " หลาน >> "ยายว่างไหมเนี่ย?" ยาย >> "ว่าง" หลาน >> "คุยด้วยคนนะ"
ยาย >> "เอาสิหลานเอ้ย.. นั่งก่อนๆ" หลาน >> "เอ่อ....ยายก็ลุกขึ้นสิ" ยาย >> "ทำไมยายต้องลุกขึ้นด้วยล่ะ" หลาน >> "ผมจะได้นั่งก่อน " ยาย >> "หา..." หลาน >> "ยาย...ปีนี้ดูแก่มากเลยนะยาย..อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ..?
ยาย >> "เมื่อ 20 ปีที่แล้วยายอายุ 50 ... ไม่รู้ว่าตอนนี้มันยังจะ 50 อยู่หรือป่าว ไม่ได้นับมานานแล้ว" หลาน >> "โห...ยาย ป่านนี้มันไม่เหลือ 9 ขวบแล้วหรอ..แล้วลูกเต้าไม่มีเหรอ ยายถึงมานั่งคนเดียวเนี่ย" ยาย >> "มี.." หลาน >> "อ้าว..แล้วทำไมเค้าไม่มาด้วยอ่ะ" ยาย >> "มีลูกชายสองคน .. คนหนึ่งอยู่ระยอง อีกคนหนึ่งอยู่เชียงใหม่โน่น .. ไอ้คนหนึ่งมันจะให้ยายไปอยู่เชียงใหม่..อีกคนหนึ่งจะให้ยายไปอยู่ระยอง
......ตัดสินใจไม่ถูกไม่รู้จะไปอยู่กะใครเนี่ย?"
หลาน >> "โอ้โฮ..ยาย!นี่โชคดีจังเลย.... ลูกแย่งกันเลี้ยง" ยาย >> "โชคดีกะผีอะไรล่ะ...ก็ไอ้คนที่อยู่ระยอง..มันจะให้ไปอยู่เชียงใหม่ ไอ้คนที่อยู่เชียงใหม่..มันจะให้ไปอยู่ระยอง" หลาน >> "เออ..ยาย..อย่าไปคิดมากเลยอายุปูนนี้ร่างกายยังแข็งแรงอยู่..ก็ถือว่าโชคดีแล้ว"
ยาย >> "โอ้ย..แข็งแรงที่ไหนกัน ตอนนี้กำลังแย่เลยว่ะ" หลาน >> "แย่ที่ไหนยาย..ก็เห็นแข็งแรงดี" ยาย >> "เดี๋ยวนี้ยายมีอาการแปลกๆ เช่น นั่งๆอยู่เนี่ย..ถ้าลุกขึ้นปุ๊บ..มันจะยืนทุกทีเลยว่ะเป็นอะไรไม่รู้ หลาน >> "ลุกแล้วยืนน่ะมันธรรมดานะยาย..ยายเคยเห็นคนล้มทั้งยืนมั้ยยาย..?"
ยาย >> " ไม่เคยว่ะ" หลาน >> "อยากเห็นมั้ย..?" ยาย >> "อย่าเลย..ยายแก่แล้วเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยอยากรู้อยากเห็นอะไร" หลาน >> "อ้าว..เป็นอะไรไปหรอยาย..?" ยาย >> "สงสัยจะแก่ตัวมาก ... นั่งนานๆ แล้วมันจะมีปัญหา" หลาน >> "มันเป็นยังงัยหรอยาย..?" ยาย >> "อีขาซ้ายนี่มัน...ชา" หลาน >> "แล้วขาขวาล่ะยาย..?" ยาย >> "กาแฟว่ะ.." หลาน >> "ผมว่ายายต้องรีบไปหาหมอแล้วล่ะ.." ยาย >> "ทำไมล่ะ..?" หลาน >> "ถ้าปล่อยไว้นานๆ มันจะเป็นโอวัลตินนะยาย" ยาย >> "อืม..แล้วพอยืนนานๆนะ..ขาซ้ายมันจะปวด" หลาน >> "โอ้ย..เป็นเรื่องธรรมดายาย ...อายุมากแล้วนี่มันก็ปวดสิ" ยาย >> "ไม่จริงหรอก..ขาข้างขวานี่ก็อายุเท่ากัน..ไม่เห็นมันปวดละ..? ยาย >> เออ..นี่หลานรู้ป่าว มียาฝรั่งตัวหนึ่งชื่อไวอากร้า ถ้าคนที่นกเขาไม่ขันเป็นมะเขือเผาอ่อนปวกเปียก
นี่..เม็ดเดียวกินก่อนนอนภายใน 20 นาทีเท่านั้น ได้เรื่องเลย..แข็งโป๊กเลย"
หลาน >> "ยายรู้ได้งัย.?" ยาย >> "ยายลองมาแล้ว..วันก่อนแอบไปซื้อมาเม็ดนึงจะเอามาให้ตากิน แต่ยายไม่กล้าบอกตาตรงๆ เพราะคนที่นกเขาไม่ขันนี่เขาจะอาย..จะรู้สึกว่าเสียเชิงชาย
ยายเลยนั่งคิดว่า เอ....จะเอาให้ตากินยังงัยดี
พอดีวันนั้นแกอยากกินผัดไท ยายนึกออกยายเลยเอายาบดจนละเอียดแล้วโรยในจานผัดไทยกไปให้ตากิน
พอวางบนโต๊ะเสร็จยายก็แอบดู"
หลาน >> "เป็นงัยยาย..ได้ผลมั้ย..?"
ยาย >> "ได้ผลกะผีอะไรล่ะตามันไม่ยอมกินผัดไท" หลาน >> "อ้าว..ทำไมล่ะยาย..?" ยาย >> "ก็เส้นก๋วยเตี๋ยวผัดไทมันแข็งโด่ทั้งจานเลย???" หลาน >> "แล้วตาเป็นงัยบ้างล่ะครับ..สุขภาพแข็งแรงดีไหม..?!"
ยาย >> "เดี๋ยวนี้แย่ว่ะ ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง" หลาน >> "อ้าว..ทำไมล่ะยาย" ยาย >> "วันก่อนบ่นว่าปวดหัว..มีไอนิดหน่อย..ยายเลยให้ไปหาหมอ หมอเล่นซะหมดแรงไปเลย...." หลาน >> "เอ๊ะ.. หมอเค้าทำไร..ตาถึงหมดแรง??" ยาย >> "หมอมันชุ่ยว่ะ..พวกหมอเดี๋ยวนี้ไว้ใจไม่ค่อยได้..พอตรวจเสร็จให้ยามากิน มันเขียนฉลากยาหวัดๆ เช้าเม็ด..กลางวันเม็ด..เย็นเม็ด.. ตาแกหูตาไม่ค่อยดี..พอเขียนหวัดๆแกอ่านไม่ชัด เห็น ม.ม้า เข้าใจว่า เป็น ย.ยักษ์ .......ก็ล่อซะสามเวลาเช้า..กลางวัน..เย็นเลย
ตอนนี้นอนแผ่หราลิ้นห้อยอยู่ที่บ้าน" หลาน >> "อ้าว..แล้วทำไมยายไม่บอกล่ะว่าอ่านผิด" ยาย >> "ยายบอกแล้วมันไม่เชื่อ...มันไม่เชื่อยาย..แต่มันเชื่อหมอเมื่อเช้านี้เห็นว่า ไปหาหมอมาอีกแล้ว" หลาน >> "หมอว่างัยล่ะยาย..?" ยาย >> "มันบอกหมอว่า..พอกินยาหมอ..ไม่รู้เป็นไรมันหมดแรง..อาการไข้ก็็ยังไม่ดีขึ้น...หมอถามว่าเพิ่มก่อนนอนอีกสักครั้งไหม????" ยาย >> "หลานเอ้ย..."
หลาน >> "จ้ะ ยาย..." ยาย >> "คนเราจะประสบความสำเร็จต้องอดทน" หลาน >> "จ้ะ ยาย" ยาย >> "หลานเอ้ย...คนเราจะประสบความสำเร็จต้องอดทน" หลาน >> "จ้ะ ยาย" ยาย >> "หลานเอ้ย..คนเราจะประสบความสำเร็จต้องอดทน...." หลาน >> "โอ้ยรู้แล้ว...พูดซ้ำซากอยู่นั่นแหละรำคาญ" ยาย >> "ไอ้หลาน....เอ็งนี่ช่างไม่มีความอดทนเอาซะเลย" หลาน >> "...." ยาย >> "นี่..เอ็งเชื่อเรื่องกฏแห่งกรรมมั้ย" หลาน >> "เชื่อสิยาย" ยาย >> "เขาบอกว่า...ถ้าเราฆ่าไก่...เราจะเกิดเป็นไก่ ถ้าเราฆ่าวัว...เราจะเกิดเป็นวัว ถ้าเราฆ่านก...เราจะเกิดเป็นนก" หลาน >> "อืม..ถ้าเป็นอย่างนั้นเห็นทีผมจะต้องฆ่าคนซะแล้วยาย หลาน >> ยาย.... ฉันจะเปิดร้านใหม่ล่ะยาย ยายช่วยไปอุดหนุนฉันหน่อยนะยาย..ฉันอยากให้ยายไปอุดหนุนเป็นคนแรกเลย"
ยาย >> โอ้ย....ไม่มีปัญหา..เรามันคนกันเองเออ..ว่าแต่..แกจะเปิดร้านอะไรล่ะ ???" หลาน >> "ร้านขายโลงศพจ้ะยาย" ยาย >> "อ้ายเวร...ปากไม่เป็นมงคล..เอ็งจำไว้เลยข้าจะไม่เหยียบเข้าร้านเอ็งจนวันตาย.." หลาน >> "ถ้าถึงวันตายแล้วอย่าลืมมาอุดหนุนนะยาย" ยาย >> "นี่ๆ..ยายก็มีหลานชายอยู่คนหนึ่ง...กำลังเรียน....เป็นเด็กดีเหลือเกิน...กตัญญ เมื่อวานนี้เป็นวันเกิดยาย พอยายจะเอาชามไปล้าง หลานชายมันเข้ามาห้าม..มันบอกว่า ยาย..วันนี้เป็นวันเกิดยาย ..ยายอย่าล้างชามเลย.." หลาน >> "แหม..เป็นเด็กดีจิงๆเลยนะหลานยายเนี่ย" ยาย >> "เออ...มันบอกกองเอาไว้ก่อน...พรุ่งนี้ค่อยล้าง หลาน >> "...." ยาย >> "เออ..ยายต้องไปแล้ว ...อยู่นานไม่ได้หรอกไอ้หนู " หลาน >> "อ้าว...ทำไมล่ะยาย???" ยาย >> "ต้องรีบไปล้างจาน??" หลาน >> "งั้นลาก่อนจ้ะยาย......." September 03 คนที่มีความสุขที่สุดในโลกคนที่มีความสุขที่สุดในโลก............... ไม่ใช่คนที่ร่ำรวย
คนที่มีความสุขที่สุดในโลก................ ไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จ แต่คนที่มีความสุขที่สุดในโลก คือ คนที่มีความสบายใจเท่านั้นเอง
และความหมายของความสบายใจ คือ
หนึ่ง...... เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น เชื่อว่าคุณมีดี คุณน่าคบหา และคุณทำได้
สอง...... รู้จักตัวเอง ยอมรับในข้อบกพร่องของตัวเอง และพร้อมจะปรับปรุงเสมอ สาม...... ไม่ดื้อดึง ถ้าวันวานคุณเคยทำผิดพลาด คุณก็ยินยอมเปลี่ยนแปลงและรับฟังคนอื่น สี่......... เห็นค่าของตัวเอง คุณไม่คิดว่าตัวเองช่างไร้ค่า คุณจึงมีความสุขในใจเสมอ ห้า........ วิ่งหนีความทุกข์ เมื่อรู้ตัวว่าตกลงไปในความทุกข์ คุณก็รีบหาทางหลุดพ้น... ไม่จมอยู่กับมัน หก ....... กล้าหาญเสมอ คุณกล้าเปลี่ยนแปลงและกล้ารับมือกับสิ่งแปลกใหม่หรือปัญหาต่างๆ
เจ็ด....... มีความฝันใฝ่ เมื่อชีวิตมีจุดหมาย คุณก็จะเดินไปบนถนนชีวิตอย่างมีความหวังไม่เลื่อนลอย แปด...... มีน้ำใจอาทร คุณพบความสุขในใจเสมอถ้าเป็นผู้ให้แก่ผู้อื่น โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เก้า ....... นับถือตัวเอง ไม่ดูถูกตัวเองด้วยการลดคุณค่าและทำในสิ่งที่เสื่อมเสียต่อตัวเอง สิบ ....... เติมสีสัน สร้างรอยยิ้มให้ชีวิตของคุณและคนรอบข้าง รู้จักหยอกล้อคนอื่น ๆ และตัวเองด้วย... January 24 อย่าลืม....ยกเลิกบัตรเครดิตของคุณนางแจ่มชัดเสียชีวิตไปเมื่อเดือนมกราคมปีนี้เอง แต่............................ ธนาคารซิตี้แบงค์ได้ส่งใบเรียกเงินมาเก็บค่าธรรมเนียมประจำปีของบัตรเครดิต ซึ่งมาถึงเธอในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมพร้อมทั้งเรียกเก็บค่าปรับที่เธอชำระช้าพร้อมดอกเบี้ยของยอดที่เรียกเก็บ
ซึ่งในความเป็นจริง เธอไม่ได้ใช้บัตรนั้นมาตั้งแต่วันที่ตาย ....แต่บัดนี้ยอดทั้งหมดที่เรียกเก็บกลายเป็นจำนวนสองพันกว่าบาทเข้าไปแล้ว ...ญาติของเธอจึงโทรศัพท์ไปยังธนาคาร
เชิญอ่านการโต้ตอบ ญาติผู้ตาย : ดิฉันโทร. มาแจ้งว่า คุณแจ่มชัดเสียชีวิตแล้วค่ะ เสียไปตั้งแต่เดือนมกราคม เจ้าหน้าที่ธนาคาร : ยังไม่มีการแจ้งปิดบัญชีนะคะ ดังนั้น ค่าปรับการชำระช้าจึงต้องเรียกเก็บค่ะ ญาติผู้ตาย : งั้นช่วยยกเลิกบัตรให้ดีไหมคะ
เจ้าหน้าที่ธนาคาร : แต่มันช้ามาสองเดือนแล้วนะคะที่เรียกเก็บไม่ได้ และธนาคารได้ออกใบเรียกเก็บไปแล้วค่ะ ญาติผู้ตาย : ตามปกติถ้าลูกค้าเกิดตายไป ทางธนาคารจะจัดการอย่างไรต่อคะ
เจ้าหน้าที่ธนาคาร : เราอาจต้องแจ้งหน่วยคดีฉ้อโกงหรือไม่ก็แจ้งไปยังเครดิตบูโร (ส่วนงานที่จะคอยเก็บประวัติการมีเครดิตของคน ประเทศไทยก็มีค่ะ) หรือไม่ก็แจ้งไปทั้งสองที่ค่ะ ญาติผู้ตาย : แล้วยมบาลจะโกรธเธอไหมคะ? (ฉันชอบคำถามนี้ของตัวเองจริงๆ)
เจ้าหน้าที่ธนาคาร : อะไรนะคะ? ญาติผู้เสียชีวิต : คุณได้ยินหรือเปล่าคะที่ดิฉันบอกว่า...เธอตายไปแล้วน่ะค่ะ
เจ้าหน้าที่ธนาคาร : รอสักครู่ค่ะ คุยกะหัวหน้าดีกว่าค่ะ สักครู่หัวหน้ารับโทรศัพท์ไปพูดต่อ ญาติผู้เสียชีวิต : ดิฉันโทร.มาแจ้งให้ทราบว่า.... เจ้าของบัตรเสียชีวิตไปตั้งแต่เดือนมกราแล้วค่ะ เจ้าหน้าที่ธนาคาร : ยังไม่มีการแจ้งปิดบัญชีนะครับ ดังนั้น ค่าปรับการชำระช้าจึงต้องเรียกเก็บครับ (สงสัยคงเป็นประโยคที่ทางธนาคารมีไว้ให้ใช้ตอบกับลูกค้า แหมม!!! ช่างตอบเหมือนกันเป๊ะเลยนะยะ) เจ้าหน้าที่ธนาคาร : (ชักเริ่มติดอ่าง) คุณเป็นทนายความของเธอหรือครับ? เจ้าหน้าที่ธนาคาร : กรุณาช่วยแฟกซ์มรณบัตรของเธอมาได้ไหมครับ ญาติผู้เสียชีวิต : อ๋อ!!! ยินดีค่ะ (ทางธนาคารแจ้งเบอร์แฟกซ์)
หลังจากได้รับแฟกซ์เรียบร้อย
เจ้าหน้าที่ธนาคาร : ทางระบบของเราไม่ได้บอกว่า..จะให้จัดการอย่างไรในกรณีที่ลูกค้าเสียชีวิต ผมก็ไม่ทราบจะช่วยเหลือได้อย่างไร
ญาติผู้เสียชีวิต : อ๋ออ...ค่ะ คิดต่อไปนะคะ ถ้ายังคิดไม่ออก...ก็เรียกเก็บเงินเธอไปเรื่อย ๆ แล้วกัน ..เธอคงไม่ว่าอะไรหรอกค่ะ เจ้าหน้าที่ธนาคาร : ครับ ...ค่าปรับการชำระช้าก็ต้องเรียกเก็บต่อไปนะครับ
(มันเป็นห่ะอะไรของมันวะ!!!) ญาติผู้เสียชีวิต : เอ่อ! ไม่ทราบว่า...ต้องการที่อยู่ใหม่ของคุณยายทวดไหมคะ เจ้าหน้าที่ธนาคาร : ดีเลยครับ
ญาติผู้เสียชีวิต : ปากน้ำ.... แม่น้ำเจ้าพระยา ....จังหวัดสมุทรปราการค่ะ ญาติผู้เสียชีวิต : อ้าว..... แล้วเวลาที่ "ญาติพวกคุณ"ตายน่ะ .....คุณเอาอังคารไปลอยแถวไหนหรือคะ ? จบแล้วค่ะ ! เหอๆๆ จบได้สะ!!!!ใจไหมอ่ะ พวกธนาคาร / ธุรกิจไฟแนนซ์ต่างๆ อ่ะ บางทีมันก้อชอบเอาเปรียบลูกค้าด้วยข้อผูกมัด/ข้อสัญญาซึ่งไม่เป็นธรรม + ที่เป็นคุณให้กับฝ่ายตนมากกว่า
เก็บดอกเบี้ยสูงลิบลิ่ว + ซ้อนดอกเบี้ยล่าช้า , ผิดนัด ,เปี้ยปรับ บานตะเกียง
บางทีก้ออาศัยช่องทางของความรู้ / การไม่มีอำนาจต่อรองเก็บโน่น ... นี่ .... นั่น ยุบยิบหยุมหยิมไปหมด
คนที่ชำระแต่อัตราขั้นต่ำ ชำระอีกเป็นชาติก้อใช้คืนมันไม่หมดแน่ๆ ...ทั้งที่ถ้ามาคำนวณดูดีๆ อ่ะนะ ที่คืนให้ไป...มากกว่ายอดเงินที่เป็นหนี้จริงตั้งกี่เท่า
การทวงหนี้...พี่แกก้อทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกค้ายังคงกลับมาชำระหนี้ ได้มาก / น้อยนิดนึงก้อยังดี
(ใช้ทั้งวิธีขู่จะฟ้อง 2 ..3 ..4 ....ไม่รู้กี่รอบกว่าจะฟ้องจริง / ลดวงเงินหนี้กว่า 40% / ประนีประนอมหนี้ทั้งก่อนและหลังฟ้อง)
แต่บางก้อกรณี......ม๊านนนนก้อช่างงี่เง่า ประมาณว่า กูจะเอาให้ได้ ... เหมือนแบบในเรื่องนี่อ่ะ..เนอะ
แหมมมม.... มันน่าให้ตามไปทวงเองถึงที่นิ... หุหุ ^-^
October 10 Good Lessonครั้งหนึ่ง... มีบ้านหลังหนึ่งมีสามี ภรรยา ลูกชาย และอาม่าแก่ๆ คนหนึ่ง
อาม่าแก่มากและไม่แข็งแรง ...มีอาการมือสั่นตลอดเวลา ทำให้ถือของลำบาก โดยเฉพาะเวลาที่อาม่าทานข้าวร่วมกับครอบครัว ....อาม่าจะถือชามข้าวได้ลำบากและทำข้าวหกลงบนโต๊ะตลอด
เวลาลูกสะใภ้อาม่ารำคาญกับเรื่องนี้มาก จึงปรึกษากับสามีว่า เวลาอาม่าทานข้าวเขาจะทำข้าวหกเกลื่อนโต๊ะ นางทนไม่ได้เพราะมันทำให้รู้สึกกินข้าวไม่ลง
สามีก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะเขาไม่สามารถทำให้อาม่าหายมือสั่นได้
อีกไม่กี่วัน.. ลูกสะใภ้ก็พูดกับสามีเรื่องนี้อีกว่า จะไม่แก้ไขอะไรเลยหรือ...นางทนไม่ได้แล้ว
หลังจากโต้เถียงกันไปสักพัก สามีก็ยอมตามภรรยา
โดยเมื่อถึงเวลาทานข้าว เขาจะจัดให้แม่นั่งแยกโต๊ะต่างหากเพียงคนเดียว .....และใช้ถ้วยข้าวถูกๆ บิ่นๆ เพราะอาม่าทำถ้วยแตกบ่อยๆ
เมื่อถึงเวลาทานข้าว อาม่าเศร้าใจมาก เพราะอาม่าก็ไม่มีปัญญาจะแก้ไขอะไรได้
นางนึกถึงอดีตที่นางเลี้ยงดูลูกชายด้วยความรักเสมอมา นางไม่เคยบ่นต่อความเหนื่อยยาก
และเวลาที่ลูกชายเจ็บไข้นางก็ดูแลอย่างดี เวลาลูกชายมีปัญหาก็ช่วยแก้ไขทุกครั้ง
แต่ตอนนี้อาม่ารู้สึกว่าถูกทิ้ง.... อาม่าเสียใจมาก
หลายวันผ่านไป อาม่ายังเศร้าใจ... รอยยิ้มเริ่มจางหายไปจากใบหน้าของเขา
หลานชายน้อยๆ ของอาม่าซึ่งเฝ้าดูทุกอย่างมาตลอด...ก็เข้ามาปลอบใจและบอกคุณย่าว่า
เขารู้ว่า คุณย่าเสียใจมากที่พ่อแม่ของเขาทำแบบนี้ แต่หลานชายมีวิธีที่จะให้อาม่ากลับไปทานข้าวรวมกับทุกคนได้
ความหวังเริ่มเกิดขึ้นในหัวใจของหญิงชรา จึงถามหลานชายว่าจะทำอย่างไร
หลานก็ตอบว่า.... เย็นนี้ให้คุณย่าแกล้งทำชามของคุณย่าตกแตกเหมือนกับไม่ได้ตั้งใจ อาม่าได้ฟังก็แปลกใจ
แต่เด็กน้อยยืนยันว่า ให้คุณย่าทำตามที่บอก.... ที่เหลือปล่อยเป็นหน้าที่ของหลานเอง
และแล้วเมื่อได้เวลาอาหารเย็น หญิงชราก็ตัดสินใจลองทำตามที่หลานพูด เพื่อจะดูว่าหลานมีแผนอะไร หญิงชรายกถ้วยข้าวเก่าที่เต็มไปด้วยรอยบิ่นขึ้น..... แล้วแกล้งปล่อยลงบนพื้นเหมือนกับหลุดมือ ถ้วยข้าวเก่าๆ แตกกระจายยับเยิน... ลูกสะใภ้เห็นถ้วยแตกเสียหายก็ลุกขึ้นเตรียมจะด่าว่าอาม่า
แต่ลูกชายตัวน้อยของนางกลับชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า
"คุณย่าทำไมทำชามแตกหมดเลยล่ะครับ หนูกะว่าจะเก็บไว้ให้คุณแม่ใช้ตอนแก่นะ แล้วคุณแม่จะได้ใช้ชามเก่าที่ไหนกันล่ะเนี่ย...."
ลูกสะใภ้เมื่อได้ยินลูกชายพูดเช่นนี้ก็หน้าซีด และด่าอาม่าไม่ออกอีกต่อไป
นางรู้ทันทีว่าสิ่งที่นางทำ.. จะเป็นตัวอย่างให้ลูกชายของนางปฏิบัติเมื่อนางแก่ตัวลง นางรู้สึกอับอายและสำนึกกับการกระทำของตัวเอง
ตั้งแต่นั้นมา ....ทุกคนก็ทานข้าวรวมกันมาตลอด
(จบบริบูรณ์แบบ happy ending)
แหมม!!! มันช่างมาตรงกับคำยอดฮิตในโฆษณาตอนนี้พอดี "ทำดีให้เด็กดู"
เรื่อง "แม่พิมพ์" เนี่ยเป็นเรื่องสำคัญมากนะ
อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่า.... เด็กเปรียบเสมือนผ้าขาว
คำสั่งสอนด้วยวาจา...ไม่ว่าจะพร่ำสอนเท่าไร ก็ไม่เท่ากับการที่ผู้ใหญ่ได้ทำให้เด็กได้เห็นเป็นตัวอย่าง
เมื่อเด็กเห็นเป็นประจำ... ก็จะเป็นกลายเป็นภาพติดตา ติดอยู่ในนโนภาพของเขา ให้เขารู้สึกและทำตามโดยไม่รู้ตัว
...และสุดท้าย มันก็จะติดเป็นนิสัยของเด็กคนนั้นโดยปริยาย
October 01 เมื่อความรักเรียกหาเลขา: 'ท่านคะ...มีคนจะขอเรียนสายท่านค่ะ'
ผู้จัดการ: 'ใครครับ' เลขา: 'เขาบอกว่าชื่อ ความรัก ค่ะ' ผู้จัดการ: 'อืมม.. บอกเค้าว่าผมงานยุ่งมาก' .........เวลาผ่านไป...... เลขา: 'ท่านค่ะ ความรัก ยังงรอสายท่านอยู่ค่ะ' ผู้จัดการ: 'อือ...บอกไปว่าผมไม่สะดวกรับสายนะ' ..........ผ่านไป.......... เลขา: 'ท่านคะ' ผู้จัดการ: 'คุณ...ความรัก อีกเเล้วใช่ไหมครับ บอกว่าผมงานยุ่ง ไว้ผมจะ... เลขา: 'ไม่ใช่ค่ะ! มีคนจะคุยเรื่องงานค่ะ' ......ในวันที่หัวใจว่าง...ว่าง...ว่าง...
mobile Phone: You have 1 new message in your mailbox 'Please call.. Goodbye from ความรัก' ผู้จัดการ: 'ช่วยต่อสายความรักให้ผมหน่อย' เลขา: 'ค่ะ' ...........'ตู้ดๆๆๆ ............ ความรักที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ กรุณาฝากข้อความเเละหมายเลขโทรกลับค่ะ... ' เลขา: 'ติดต่อไม่ได้ค่ะ จะให้ฝากข้อความไหมคะ' ผู้จัดการ: 'ไม่ต้องครับ' ความเหงาเข้ามาเยือน... แล้วเวลาก็ผ่านไป ผ่านไป .............ผ่านไป........... ความรักที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้กรุณาฝากข้อความเเละหมายเลขโทรกลับค่ะ' ผู้จัดการ: 'ความรักครับ คือ ผม...เห็นคุณเงียบหายไปไม่รู้ว่าสบายดีไหม ช่วงก่อนหน้านี้ผมงานยุ่งตลอดไม่มีเวลาว่าง ต้องขอโทษด้วย ไม่รู้ว่าจะสายไปไหมถ้าจะบอกว่า ผมพร้อมที่จะมีความรักเเล้ว ถ้าได้รับข้อความเเล้วช่วยติดต่อกลับด้วยนะครับ'
ร อ..... ร อ...... ร อ...... รอคอยความรักจนถึงวันนึง..... เลขา: 'ท่านค่ะ ความรักโทรมา ให้ปฏิเสธไปเลยไหมค่ะ?' ผู้จัดการ: 'ไม่ต้อง รีบโอนสายมาเลย' ผู้จัดการ: 'สวัสดีครับความรัก คุณหายไปไหนมา ขอโทษด้วยนะครับ ผมไม่มีเวลาใส่ใจ ....ไม่เคยสนใจตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมไม่คิดว่าคุณจะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตผม ผมขอโทษ...'
ความรัก: 'ดิฉันไม่ได้โกรธอะไรหรอกค่ะ ไม่ว่าจะอย่างไร ความรักอย่างดิฉันก็มีหน้าที่ให้ความรักเสมอ เมื่อใดก็ตาม ที่คุณเปิดใจต้อนรับ ...เมื่อนั้น คุณก็จะได้เป็นเจ้าของความรัก
เเต่ที่ผ่านมาไม่ได้ติดต่อก็เพียงเพราะว่า ฉันไม่ได้จ่ายค่าโทรศัพท์ค่ะ!
อ้าว!!! เวงกำ อุตส่าห์ built อารมณ์ตามมาซะดิบดี กะว่ามันจะจบแบบ sweet หวาน
ที่ไหนได้...ดันหักมุมจบซะเสียเส้นเลยนะยะ
เงิน มีค่าเสมอเเม้กับความรัก ...เเต่อย่าให้ถึงขนาดว่า ความรัก ซื้อได้ด้วยเงิน
September 26 กฏแห่งกรรม
กฏแห่งกรรม
1. เหตุใดชาตินี้คุณมีเสื้อผ้าแพรพรรณอันงดงามสวมใส่มากมาย.......... เพราะชาติก่อนคุณเคยถวายจีวรแด่พระสงฆ์
2. เหตุใดชาตินี้คุณมีอาหารดีดีรับประทานอยู่เสมอ............. เพราะชาติก่อนคุณเคยทำทานอาหารแก่คนยากจนในชาติก่อน
3. เหตุใดชาตินี้คุณอดอยากยากจน ไม่มีเสื้อผ้าดีดีสวมใส่............ เพราะคุณตระหนี่ขี้เหนียวไม่ยอมทำทานคนจน ในชาติก่อน
4. เหตุใดชาตินี้คุณมีบ้านเรือนใหญ่โต............. เพราะคุณเคยถวายข้าวสารเข้าวัดในชาติก่อน
5. เหตุใดชาตินี้คุณมีความเจริญรุ่งเรืองและมีความสุขมาก............. เพราะคุณเคยถวายเงินสร้างวัดในชาติก่อน
6. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นคนสวย และรูปงาม............. เพราะคุณเคยถวายดอกไม้สดบูชาพระด้วยความเคารพในชาติก่อน
7. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นคนฉลาดปราดเปรื่องมีปัญญาดี.............. เพราะคุณเคยเป็นพุทธมามกะและทานมังสวิรัติในชาติก่อน
8. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นที่รักของทุกๆ คนและมีเพื่อนมากมาย............... เพราะคุณเคยสร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีต่อทุกคนในชาติก่อน
9. เหตุใดชาตินี้คุณไม่มีพ่อ แม่อยู่พร้อมหน้า.............. เพราะไม่คุณเคารพและไม่ช่วยเหลือ ไม่ดูแคลนคนไร้ญาติในชาติก่อน
10. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นเด็กกำพร้า............. เพราะคุณเคยยิงนก ตกปลาและพรากสัตว์ในชาติก่อน
11. เหตุใดชาตินี้คุณมีอายุยืนแข็งแรง............ เพราะคุณเคยปล่อยนกปล่อยปลาสิ่งมีชีวิตในชาติก่อน
12. เหตุใดชาตินี้คุณอายุสั้น............... เพราะชาติก่อนคุณเคยฆ่าสัตว์มากมายในชาติก่อน
13. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นคนรับใช้............... เพราะชาติก่อนคุณเคยดูถูกเหยียดหยามคนจน
14. เหตุใดชาตินี้คุณมีดวงตาสดใส................ เพราะชาติก่อนคุณเคยเติมน้ำมันตะเกียงและจุดไฟบูชาพระ
15. เหตุใดชาตินี้คุณโง่ปัญญาอ่อนและหูหนวก.............. เพราะชาติก่อนคุณเคยด่าว่าและหยาบคายต่อหน้าพ่อแม่
16. เหตุใดชาตินี้ต้องเกิดเป็นม้าวัวควาย............... เพราะชาติก่อนเป็นหนี้ไม่จ่ายคืน
17. เหตุใดชาตินี้คุณต้องตายเพราะยาพิษ............. เพราะชาติก่อนคุณเจตนาวางยาในต้นน้ำลำธารให้เป็นพิษ
18. เหตุใดชาตินี้คุณจึงแขวนคอตาย....................... เพราะชาติก่อน คุณใช้ตะข่ายล่าและดักสัตว์
19. ถ้าชาตินี้คุณฆ่าเขา.............. ชาติหน้าเขาก็จะฆ่าคุณ..............และจะฆ่ากันไป-มาไม่มีสิ้นสุด
โปรดใช้วิจารณญานในการประมวลผลเอาเองนะ
เพราะบางข้ออ่านแล้วก้อ..... อืมมมม
แต่บางข้อก้อ........ อื๊ออ.. จิ๊งหงออ!!!!!
แต่เมื่อ "กรรม" คือ การกระทำ ซึ่งรวมทั้งการกระทำที่ดี และการกระทำที่ไม่ดี
แน่นอนว่า เมื่อมีการกระทำใดเกิดขึ้นแล้ว มันจะต้องมีผลที่เกิดตามมาจากการกระทำนั้นๆ เสมอ
เช่น เมื่อเรากิน ผลที่ตาม คือ ท้องเราอิ่ม... แต่ในขณะเดียวกันก็มีการสูญเสียเกิดขึ้นจากการกินนั้น เช่น ข้าว พืชผัก ชีวิตของสัตว์ที่เรากิน ฯลฯ
มันเป็น "วัฏจักร" หรือ ห่วงโซ่ที่ไม่อาจปฎิเสธได้
เพราะฉะนั้น ทุก "กรรม" ย่อมได้รับผลตอบแทนใน "กรรม" นั้น
โดยส่วนตัว เชื่อว่า หลักของพุทธศาสนา "ทำดีได้ดี ... ทำชั่วได้ชั่ว" ยังคงเป็นจริงเสมอ
แต่ว่า ผลของกรรมที่ตามติด อาจจะไม่ได้สะท้อนมาในรูปของการกระทำเดียวกันเสมอไป
และอาจจะช้า.. เร็วบ้างแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับบุญ/กรรมเก่าที่เคยมีสะสมไว้ซึ่งเปรียบเสมือน "คลัง"จะเกื้อหรือหนุนคนๆ นั้นอยู่มากแค่ไหน
ฉะนั้น ถ้าอยากได้ดี...... ก็ทำดีไว้เถอะ
July 17 อย่ากลัวที่จะแตกต่างใครที่คิดว่าตัวเองคิดไม่เหมือนชาวบ้าน....แล้วกลายเป็นความรู้สึกที่แปลกแยก โปรดอ่านเรื่องนี้
บางที.. บางเรื่อง.. มันก้อมีทางเลือกหรือทางเดินมากกว่าหนึ่ง
เพราะฉะนั้น จงอย่ากลัวที่จะแตกต่าง หรือ ...คิดนอกกรอบ
( บอกชาวบ้านน่ะได้อยู่นะ ..แต่ตัวเองตอนนี้โดนกรอบตีเสียจนกลายเป็นคนที่ไม่ค่อยสร้างสรรค์
ชอบที่จะสร้างเงื่อนไขหรือข้อจำกัดไว้ก่อนเสมอ ซึ่งรู้นะว่ามันไม่ดี..ไม่ถูก แต่เหมือนว่า กำลังจะโดนระบบหลอมให้เป็นแบบนั้นไปแล้วอ่ะ แย่จัง!! -_-")
ครูคนหนึ่งตั้งคำถามกับเด็กว่า "ถ้ามีเงินอยู่ 10 บาท ซื้อของ 3 บาท จะได้รับเงินทอนเท่าไร"
เด็กส่วนใหญ่ตอบว่า "7 บาท" แต่มีเด็ก 2 คนที่ตอบไม่เหมือนกับคนอื่น
คนหนึ่งตอบว่า "2 บาท"
อีกคนหนึ่งตอบว่า "ไม่ต้องทอน"
ครูถามเด็กคนแรกว่าทำไมถึงได้เงินทอน 2 บาท
คำตอบที่ได้ก็คือภาพในใจของเขาสำหรับเงิน 10 บาทคือเหรียญห้า 2 เหรียญ เมื่อซื้อของราคา 3 บาท
เขาก็ให้เหรียญห้า 1 เหรียญ ดังนั้น จึงได้เงินทอน 2 บาท
ถามเด็กคนที่สองว่าทำไมไม่เหลือเงินทอนเลย คำตอบก็คือเด็กคนนี้คิดว่าในกระเป๋ามีเหรียญบาท 10 เหรียญ เมื่อซื้อของราคา 3 บาท เขาก็ส่งเหรียญบาทให้ 3 เหรียญ เพราะฉะนั้น คนขายจึงไม่ต้องทอนเงินให้เขา
โชคดีที่เป็นการถาม-ตอบในห้องเรียน ลองนึกดูสิครับว่าถ้าโจทย์นี้เป็นข้อสอบที่มีคำตอบเป็น ก-ข-ค-ง
เด็ก 2 คนนี้ก็คงไม่ได้คะแนนจากคำตอบที่ผิดเพี้ยนจากคนส่วนใหญ่
การสร้างโจทย์ที่ 'เสมือนจริง' จากจินตนาการของ 'ครู' อาจถูกจำกัดเพียงแค่ 'ตัวเลข'
แต่สำหรับเด็ก จินตนาการของเขาไร้กรอบ
10 บาท จึงสามารถเปลี่ยนเป็นเหรียญสิบ เหรียญห้า หรือเหรียญบาทก็ได้
โลกในห้องเรียนกับโลกของความเป็นจริงนั้นแตกต่างกัน
โลกในห้องเรียน ทุกคำถามส่วนใหญ่มีเพียง 1 คำตอบ
แต่โลกของความเป็นจริง ทุกคำถามอาจมีคำตอบที่ถูกต้องได้เกิน 1 คำตอบ
(คนที่เป็นคุณครูทั้งหลาย ก็ควรจะสำเหนียกให้ดีถึงประเด็นนี้ ..หากอยากให้เด็กไทยคิดเป็น..ทำเป็น คงต้องเปลี่ยนแนวคิดและหลักการเสียใหม่
เด็กไทยจะได้พัฒนา ...ควรปล่อยให้เด็กได้คิดต่อยอดและพัฒนาทักษะ ..มากกว่าที่จะให้ท่องจำเป็นนกแก้ว..นกขุนทองอย่างที่ผ่านมา )
ต่อมา ลองดูคำถามที่ครูถามอีกข้อหนึ่ง จงเลือกตอบข้อที่ถูกที่สุด?
ก. ซื้อส้ม 5 ผล ผลละ 3 บาท จ่ายเงิน 21 บาท
ข. ซื้อส้ม 5 ผล ผลละ 3 บาท จ่ายเงิน 15บาท
ค. ซื้อส้ม 5 ผล ผลละ 3 บาท จ่ายเงิน 12 บาท
ง. ถูกทุกข้อ
ดช.ป๋อง นามสกุล เลิอดแม่แรง เลือกตอบข้อ ค.
ครู ::: อะไรกัน โจทย์ง่ายๆอย่างนี้เธอยังตอบผิดอีก อย่างนี้ครูคงให้เธอขึ้น ป.4 ไม่ได้แล้วล่ะ
ดช.ป๋อง ::: ก็ถูกแล้วนี่ฮะ โจทย์ให้ตอบข้อที่ถูกที่สุด ซื้อ 5 ผล จ่ายแค่ 12 ถูกที่สุดแล้ว ข้ออื่นแพงกว่าทั้งนั้นเลย !!!!!!!!
(ถูกของเด็กมันนา..ครูขา ก้อคำถามครู...โจทย์ไม่ clearอ่ะ ...จะโทษเด็กฝ่ายเดียวว่ามันหัวหมอก้อไม่ได้นิ เหอๆ ..>_<)
reference : บทความนี้ ไม่ทราบแหล่งที่มา แต่น่าสนใจ July 12 ปรัชญาชีวิต
นักศึกษาคนหนึ่งยกมือขึ้นถาม "แล้วน้ำที่อาจารย์เทใส่ลงไปล่ะครับหมายถึงอะไร?" เขายิ้มพร้อมกับบอกว่า "การที่ใส่น้ำลงไปเพราะอยากให้เห็นว่าไม่ว่าชีวิตของเราจะวุ่นวายสับสนเพียงใด ในความสับสนและวุ่นวายเหล่านั้นคุณยังมีที่ว่างสำหรับการแบ่งปันน้ำใจให้กันเสมอ...." May 30 * ห ล า ก มุ ม ม อ ง ค ว า ม รั ก*มุมมองความรัก* (มุมที่1 * *: รั ก แ ร ก แ ป ล ก ห นั ก ห น า) คุณจำความรักครั้งแรกได้ไหม? คุณจำความรู้สึกร้อนวูบวาบในอก ... อึดอัดจนรู้สึกหายใจไม่ออกได้ไหม? คุณรู้ไหมที่หัวใจเต้นโครมครามนั้นเป็นอย่างไร? คุณคงจะตอบไม่ได้ ถ้าคุณไม่เคยมีรักแรก
รักแรก.... เป็นความรักที่แปลก ...และเป็นความรักที่มักจบลงด้วยน้ำตา
เป็นความทรงจำที่แฝงตัวในกลอนฝากรักแบบเด็กๆ ไร้เดียงสา เป็นความชื่นใจเพียงแค่ชั่วแวบนึงที่ได้เห็นหน้า เป็นความเปิ่นที่คุณอาจอมยิ้มเมื่อนึกถึง รักแรกสอนหัวใจให้รู้จักรักเป็น เจ็บเป็น ช้ำเป็น หลายคนฝังใจกับรักแรกและไม่สามารถลืมได้ เพราะมันเป็นรักฝังใจไปเสียแล้ว พิษสงของรักแรกนั้นช่างอ่อนหวานและเจ็บปวด Benjamin Dirsraeli ถึงกับรำพันว่า "The magic of first love is our ignorance that it can never end" (มายาของรักแรกนั้นเห็นจะเป็นความเขลาของเราที่เชื่อว่ารักแรกจะไม่มีวันจบสิ้น) แต่ไม่ว่ารักแรกของคุณจะลงเอยอย่างไร อย่างน้อยที่สุด หัวใจของคุณก็ได้เรียนรู้แล้วว่า การเห็นคนๆ หนึ่งสำคัญเท่าตัวเรา ทำให้เรากลายเป็นคนที่คิดถึงคนอื่นมากกว่าตัวเองได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว คำเตือน:อย่าฝังตัวเองไว้กับอดีตที่คุณไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ คุณไม่ได้เกิดมาเพื่อเจ็บช้ำกับความรักเพียงอย่างเดียว ความสุขเพราะรักนั้นจะเกิดขึ้นได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่า คุณจะไขว่ขว้ามันไว้หรือเปล่า...........!!!? *มุมมองความรัก* (มุมที่2 * *: ห า ก คุ ณ รั ก ใ ค ร สั ก ค น ก็ บ อ ก เ ข า ไป ) "...if you love some somebody, Tell them..." หากคุณรักใครสักคน ก็บอกเขาไปเสียเถอะ คุณว่าจริงไหม? เวลาที่คุณมีความรู้สึก"พิเศษ"กับใครคนหนึ่ง คุณมักจะรู้สึกอิ่มเอมอยู่ในใจเสมอเมื่อได้คุยหรือเพียงเห็นหน้าคนๆนั้น แต่หลายคนก็ได้แต่เก็บความรู้สึกนี้เอาไว้ ไม่กล้าบอกออกไปด้วยความ"อายหรือกลัว" บางคนกลัวว่า ถ้าบอกความรู้สึกนั้นไปแล้ว"เขา"อาจจะเปลี่ยนไป สู้เป็นเพื่อนกันยังดีกว่า เพราะอย่างน้อย"เขา"ก็ยังคงปฏิบัติกับเราเหมือนเดิม อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า คุณพอใจจะเป็นฝ่ายรักเขาอยู่เงียบๆ ข้างเดียว หรือต้องการให้เขามองกลับมาหาคุณบ้างหรือเปล่า แต่มีสิ่งหนึ่งที่อยากให้คุณจำไว้นั่นคือ "เพลงนั้นจะไม่ใช่เพลงจนกว่าคุณจะร้องเพลงนั้นออกไป" ระฆังก็จะไม่ใช่ระฆังจนกว่าคุณจะตีมันให้ดังกังวานออกมา ความรักก็เช่นกัน คุณไม่อาจพูดได้ว่า สิ่งที่อยู่ในใจคุณนั้นคือความรัก จนกว่าคุณจะได้ให้ความรักของคุณแก่ใครสักคนโดยการบอกรักเขา ถ้าคุณรักเขาแล้ว ถึงจะไม่กล้าบอก ก็จงแสดงออกมาเถอะว่า "คุณรัก คุณห่วงใย" อย่าได้เก็บความรักเหล่านั้นไว้ชื่นชมคนเดียวเลย *มุมมองความรัก* (มุมที่3* * : เ งื่ อ น ไ ข แ ล ะ ค ว า ม ค า ด ห วั ง)
"ทำไมถึงรักเขา" คุณเคยถามตัวเองไหม? แล้วคุณหาคำตอบให้ตัวเองได้ไหม? ถ้าคุณตอบว่า "ได้ ที่ฉันรักเขาก็เพราะเขา perfect ออกปานนั้น" รู้ไว้ด้วยว่า คุณกำลังสร้างเงื่อนไขให้กับความรักของคุณ การสร้างเงื่อนไขก็คือการสร้าง"ถ้า"ขึ้นมากำกับความรักของคุณ เช่น - ถ้าเขา perfect ฉันจะรักเขา - ถ้าเขาเรียนเก่ง ฉันจะรักเขา..... - ถ้าเขาเข้าใจฉัน ฉันจะรักเขา..... - ถ้าเขาน่ารัก ฉันจะรักเขา ฯลฯ
เช่นนี้แล้ว .....ความรักของคุณก็จะเต็มไปด้วยเงื่อนไข
ซึ่งเงื่อนไขเหล่านั้นก็เป็นสิ่งไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ถ้าเงื่อนไขเหล่านี้เปลี่ยนไป คุณจะยังรักเขาอยู่ไหม ความรักเป็นสิ่งที่อยู่เหนือเหตุผล ตรรกะ หรือเงื่อนไขใดๆในตัวของมันเอง ความรักเป็นสิ่งที่สมบูรณ์ในตัวของมันเอง การกำหนดพันธะมากมายให้ความรัก จะกลายเป็นสิ่งกีดขวางความจริงใจที่คุณจะแสดงออกมา ความรัก นอกจากจะไม่มีเงื่อนไขแล้ว ก็ไม่ควรมีความคาดหวังด้วยเช่นกัน เพราะความคาดหวังก็เป็นการสร้างเงื่อนไขอย่างหนึ่ง เรามักคาดหวังให้คนที่เรารักมีคุณสมบัติตามที่เราต้องการ เรามักมีความคาดหวังให้เขาดีพร้อมสำหรับเราเสมอ แต่เราอาจลืมไปว่า ...ในขณะที่เราคาดหวังว่าคนที่เรารักจะต้องเป็นอย่างที่ถูกใจเรา แต่เราก็อาจจะเป็น Mr. หรือ miss 100% right ของคนๆ นั้นเสมอไป เราลืมไปว่า ... คนๆ นั้นก็คาดหวังต่อเราเช่นกัน ทั้งเงื่อนไขและความคาดหวังต่างๆ.......... March 25 ร่างกฎหมายของผู้ชายและผู้หญิงกฏหมายฉบับที่ต้องรู้ไว้ โดยเฉพาะ ช. ร่าง
กฎหมายว่าด้วยการอยู่ร่วมกันระหว่างหญิงและชาย
มาตรา 1 กฎหมายนี้เรียกว่า "กฎหมายว่าด้วยการอยู่ร่วมกันระหว่างหญิงและชาย" มาตรา 2 กฎข้อบังคับใดๆ ในกฎหมายนี้ ท่านว่าให้มีผลย้อนหลัง และเดินหน้าบังคับได้ถึงทุกกรณี ไม่ว่าจะในอดีตปัจจุบัน หรือในอนาคต ไม่ว่าจะในหรือนอกราชอาณาจักร ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า
มาตรา 3 ในกฎหมายนี้ "ท่าน" หมายถึง "ผู้หญิง"
"ท่านว่า" ก็หมายถึง ผู้หญิงว่าอะดิ "หญิง" หมายถึง ผู้ที่พึงได้รับความเคารพสักการะจากชายอย่างถึงที่สุด ชายใดจะละเมิดมิได้ "ชาย" หมายถึง ผู้ที่ต้องเคารพสักการะคนข้างบน "สัญญา" หมายถึง ข้อตกลงที่ชายและหญิงตกลงกัน ซึ่งหญิงเปลี่ยนแปลงข้อตกลงใดๆก็ได้ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าอย่างเดียวกับบัตรเครดิต "การคบหา" หมายถึง การที่หญิง "คบ" แล้วคอยให้ชายตาม "หา" "การแต่งงาน" หมายถึง การหาเรื่องใส่ตัวซะแล้ว "การหมั้น" หมายถึง การเตรียมหาเรื่องใส่ตัวน่ะซิ "สินสอด" หมายถึง ค่าโง่ "ชู้" หมายถึง ผู้ช่วยสามี "เหตุผล" หมายถึง สิ่งที่ชายต้องเข้าใจ ไม่ว่าจะเข้าใจหรือไม่ และหญิงอาจจะไม่เข้าใจก็ได้ แม้ว่าจะเข้าใจก็ตาม "นอกใจ" หมายถึง ความตายของชาย ความอับอายของหญิง มาตรา 4 ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกัน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ชายเป็นฝ่ายผิด หญิงเป็นฝ่ายถูกเสมอ
มาตรา 5 ในกรณีที่เกิดปัญหาหรือข้อสงสัย ให้ย้อนกลับไปดูมาตรา 4 มาตรา 6 ถ้าการคบหาก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายใดๆ ให้พึงสันนิฐานว่า ชายต้องจ่าย อเมริกันแชร์ ท่านว่าเป็นเรื่องหยาบคายมาก หากเริ่มคบหากัน
มาตรา 7 ในการตัดสินใจเรื่องใดเกี่ยวกับการคบหาก็ดี ให้ถือเสียงข้างมากเป็นหลัก แต่ให้หญิงมีสิทธิสามารถออกเสียงได้สองครั้ง
การตัดสินใจที่ว่านั้น หญิงจะถอนเสียเมื่อไหร่ก็ได้ มาตรา 8 การผิดนัด การสาย การผิดเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาใดๆ ที่ชายเป็นฝ่ายทำ ท่านว่าอาจเรียกเบี้ยปรับได้
โดยให้หญิงเป็นผู้กำหนดเบี้ยปรับนั้น การเรียกเบี้ยปรับไม่ทำให้ความผิดและโทษนั้นสิ้นผลหรือลดน้อยถอยลงแต่ประการใด และชายยังคงผูกพันปฏิบัติตามสัญญานั้นอยู่ต่อไปด้วยการผิดนัด การสาย
การผิดเงื่อนไขตามวรรคแรก เป็นความผิดของฝ่ายหญิง ให้กล่าวคำว่า "ขอโทษ" และให้เลิกแล้วกันไป มาตรา 9 โทษที่หญิงอาจลงต่อชายได้ หากไม่ปฏิบัติตามสัญญา มี 5 ประการ คือ
1.งอน
2.ไม่พูดด้วย
3.ไม่ให้เข้าบ้าน
4.ไม่ยอมรับฟังคำแก้ตัว
5.ไม่รู้ไม่ชี้
มาตรา 10 โทษที่ชายอาจลงต่อหญิงได้ หากไม่ปฏิบัติตามสัญญา (ถูกยกเลิกไปแล้วทั้งมาตรา โดยไม่ต้องแจ้งเหตุผล)
มาตรา 11 มาตรา 10 หายไปไหน
มาตรา 12 ดูเหตุผลใน มาตรา 3 มาตรา 4 และมาตรา 5 ดีๆ ซิจ๊ะ
มาตรา 13 การทำร้ายหญิงไม่ว่าจะโดยทางร่างกายหรือทางจิตใจ รวมทั้งการขัดใจใดๆ ก็ดี เป็นโทษมหันต์ แม้จะล่ารายชื่อมาห้าหมื่นชื่อ ก็ไม่อาจเป็นเหตุให้นิรโทษกรรมได้ ยกร่างโดย : ผู้ชาย ภายใต้ความยินยอมและการบีบบังคับโดย : ผู้หญิง
-----------------------------------------------------------------------
กฏหมายอีกฉบับที่ต้องรู้ไว้ โดยเฉพาะ ญ.
----------------------------------------------------------------------- ประมวลกฎหมายหัวใจฉบับที่ 555 บังคับใช้ ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2546 – 2550 มาตรา 1 ประมวลกฎหมายนี้บังคับใช้กับหญิงสาวทั่วราชอาณาจักร มาตรา 2 หญิงใดกระทำการอันเป็นการไม่ทะนุถนอมความรักของข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าได้มอบให้หญิงคนนั้น ต้องระวางโทษหอมแก้มไม่เกิน 3 ที และจูบไม่เกิน 2 ที หรือทั้งหอมทั้งจูบ มาตรา 3 หญิงใดมีข้าพเจ้าเป็นแฟนแล้วยังไปลักลอบมีกิ๊ก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 พันบาท มาตรา 4 หญิงใดทำให้ข้าพเจ้าอกหัก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 9 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 5 หากมีกฎหมายฉบับใหม่ออกมาแล้วขัดต่อกฎหมายเก่าให้ถือเอากฎหมายใหม่เป็นหลัก
มาตรา 6 หญิงใดที่ข้าพเจ้าได้ไปขอเบอร์แล้วหญิงนั้นไม่ยอมบอกเบอร์โทรต้องระวางโทษหอมแก้ม 5 ที
มาตรา 7 หญิงใดน่ารักมากๆ อันเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าหวั่นไหวหรือตกหลุมรัก ต้องระวางโทษเป็นแฟนกับข้าพเจ้าอย่างน้อย 5 วัน
มาตรา 8 หญิงใดอ่านประมวลกฎหมายนี้แล้วหัวเราะหรือแอบขำ ต้องระวางโทษโดยมอบหัวใจมาให้ข้าพเจ้าดูแล
หากไม่มอบหัวใจให้ข้าพเจ้าจะต้องระวางโทษถูกยิงศรรักปักหัวใจหญิงนั้น
มาตรา 9 หากหญิงใดอ่านประมวลกฎหมายนี้แล้วไม่ขำหรือไม่หัวเราะ ต้องระวางโทษเหมือนกับ มาตรา 8
^-^ เหอๆ ถ้ามีร่างกฎหมายแบบนี้ออกมาจริงๆ ล่ะก้อ คงจะเป็นที่โจษจันน่าดูนิ คิก คิก March 07 คนรักหนังสือเล่มหนึ่งเคยถามฉันว่า..
"คนที่เข้าใจในตัวคุณมากที่สุด คุณอยากให้เป็นประมาณไหน?"
ฉันคงตอบว่า... "แค่รับความเลวของเราได้มากกว่าใคร และพร้อมจะอยู่เคียงข้างเราเสมอ ก็เพียงพอแล้ว"
ฉันเองก็มีข้อเสียเยอะ รู้ตัวบ้าง....ไม่รู้ตัวบ้าง
แต่มันจะดีสักแค่ไหน ถ้ามีใครสักคนที่ "รับความเลว" ของคุณได้
บางคนคาดหวังไว้ว่าคนที่จะคบ ต้องดีอย่างนู้นอย่างนี้
คงไม่มีใครคิดไว้เลยว่า..... จะต้องกินเหล้า เจ้าชู้ พูดจากวนประสาท แต่พอเจอคนนั้นจริงๆ คนที่คิดว่า "ใช่" กลับไม่ได้เป็นเหมือนที่วาดเอาไว้ เพราะ "ความรัก" มันกำหนดไม่ได้ว่าจะให้รักคนนี้ ไม่รักคนนั้น ที่กำหนดได้มันคือ "ความชอบ" มากกว่า ** แต่ที่สำคัญ คือ
ถ้าเค้าสามารถรับความเลวของคุณได้ด้วยเหมือนกันล่ะ ....มันจะเจ๋งขนาดไหน
แล้วคนที่คุณกำลังคบอยู่ตอนนี้ล่ะ เป็นเหมือนที่คุณวาดไว้รึปล่าว ถ้าเป็น.......คุณก้อควรบอกเค้านะว่าเค้าน่ะ เป็น ญ. / ช. ในฝันของคุณเลย แต่ถ้าไม่ใช่... คุณก้อควรบอกให้เค้ารู้ว่า.. ไม่ว่าเค้าจะดีหรือเลว จะต่างจากที่คุณฝันไว้แค่ไหน แต่คุณก็ยัง "รัก" เค้า
February 15 เรื่องจริงผ่านจอ (คอมฯ)
February 02 แล้วคุณเป็นอะไรล่ะ
January 23 ชายหญิง...ต่างกันที่...???
แต่ผู้หญิงจะหาใครซักคนที่ไว้ใจ และพร่ำพรรณนาปัญหาให้ฟัง
3. จากสถิติพบว่า ผู้ชายมีอายุสั้นกว่าผู้หญิง เพราะผู้ชายใจร้อนและคึกคะนองมากกว่า 4. ผู้ชายมุ่งความต้องการไปที่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่ความสำเร็จของผู้หญิงคือ การมีครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุข
5. เมือทำอะไรซักอย่างไม่ได้ ผู้หญิงจะขอความช่วยเหลือ ในขณะที่ผู้ชายจะไม่พยามยามขอความช่วยเหลือ เพราะคิดว่านั่นคือการแสดงความอ่อนแอของตัวเอง
6. ผู้หญิงมีสมองเล็กกว่าผู้ชาย แต่สมองทั้งสองซีกกลับทำงานสัมพันธ์กันมากกว่าผู้ชาย 7. ผู้ชายจะเจริญเติบโตและก้าวเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นได้ช้ากว่าผู้หญิง 8. ผู้ชายถูกกระต้นความต้องการทางเพศโดยสายตา เช่น ดูภาพโป้ ดูหนังโป้ แต่ผู้หญิงถูกกระตุ้นความต้องการทางเพศ โดยการสัมผัสอันนุ่มนวล
9. เมื่อเล่นเกมส์ ๆ หนึ่ง ผู้หญิงต้องการเอาชนะโดยที่อีกฝ่ายไม่จำเป็นต้องแพ้ก็ได้ (การเสมอ) แต่ผู้ชายต้องการเอาชนะ และอีกฝ่ายต้องเป็นผู้แพ้
10. เมื่อผู้ชายตกหลุมรักใครซักคน เค้าจะถูกกระตุ้นให้ทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ถ้าจีบผู้หญิงคนนั้นไม่สำเร็จ เค้าจะกลับไปเห็นแก่ตัวเหมือนเดิม
11. ผู้หญิงเมาง่ายกว่าผู้ชาย 12. ผู้ชายจะจดจำเส้นทาง และอ่านแผนที่ได้เก่งกว่าผู้หญิง 13. ผู้หญิงกลัวที่จะเป็นฝ่ายรับ ในขณะที่ผู้ชายกลัวที่จะเป็นฝ่ายให้ 14. ผู้หญิงพยายามฆ่าตัวตายมากกว่าผู้ชาย แต่ผู้ชายทำสำเร็จมากกว่าผู้หญิง 15. ผู้หญิงจะเรียนภาษาได้ดีกว่า และมีความสามารถในการสื่อสารทางการพูดมากกว่าผู้ชาย 16. ผู้ชายจะคิดให้ตกซะก่อนจึงค่อยพูดออกมา แต่ผู้หญิงมักจะคิดออกมาเป็นเสียงดัง ๆ ให้คนอื่นได้ยินด้วย 17. ผู้หญิงจะไม่ทิ้งเพื่อนหากเพื่อนกำลังมีปัญหา ในขณะที่ผู้ชายจะทิ้งให้เพื่อนแก้ปัญหาด้วยตัวเอง 18. เมื่อผู้หญิงรู้สึกดี เธอจะสามารถแบ่งปันความรักให้คนอื่นมากมาย แต่เมื่อเธอรู้สึกแย่ สิ่งที่เธอต้องการที่สุดคือความรักจากคนรอบข้าง
19. นิสัยผู้ชายเหมือนหนังสติ๊ก: ในช่วงเวลาที่คบกัน ผู้ชายจะต้องการทั้งความผูกพันใกล้ชิด และความอิสระ แต่ผู้หญิงจะรู้สึกไม่ดีหากผู้ชายกำลังถอยออกไปหาอิสระ และพยายามดึงเค้ากลับมา
ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เค้าถอยห่างมากขึ้น ทางที่ดีควรอยู่นิ่งๆ เมื่อถึงเวลาหนึ่งเค้าจะกลับมาเอง
20. ทั้งที่ผู้ชายและผู้หญิงพูดคำ ๆ เดียวกัน แต่ความหมายของคำ ๆ นั้น กลับไม่เหมือนกัน เช่น เมื่อผู้หญิงพูดว่า "เราเลิกกันเถอะ" แปลว่าฉันต้องการให้คุณเห็นความสำคัญของฉันมากกว่านี้
เมื่อผู้ชายพูดว่า "เราเลิกกันเถอะ" แปลว่าผมไม่ขอทนคุณอีกต่อไป เพราะผมเจอคนใหม่แล้ว
January 11 คนสามคน
ณ วัดบ้านไร่แห่งหนึ่ง
หลวงตาเพิ่งกลับจากการบิณฑบาตเห็นลูกศิษย์วัดนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น จึงเข้าไปถามไถ่ว่าเป็นอะไร
ลูกศิษย์ตอบกลับมาว่า “ผมถูกใส่ร้าย ผมไม่ได้ขโมยเงินในหอพระ แต่ผมเข้าไปปัดกวาดเช็ดถูบ่อย ๆ ทุกคนก็หาว่าผมเป็นขโมย ไม่มีใครเชื่อผมเลย ฮือ ฮือ”
หลวงตานั่งลงข้าง ๆ พยักหน้าเข้าใจแล้วสอนลูกศิษย์ว่า
“เจ้ารู้ไหม ในตัวเรามีคนอยู่สามคน
คนแรกคือ คนที่เราอยากจะเป็น
คนที่สองคือ คนที่คนอื่นคิดว่าเราเป็น
คนที่สามคือ ตัวเราที่เป็นเราจริง ๆ “
ลูกศิษย์หยุดร้องไห้ นิ่งฟังหลวงตา
“คนเราล้วนมีความฝัน ความทะยานอยาก ตามประสาปุถุชนทั่วไป ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย บางครั้งความฝันก็เป็นสิ่งสวยงาม เป็นพลังที่ทำให้เราก้าวเดิน
เช่น บางคนอยากเป็นนักร้อง เป็นนักมวย เป็นดารา ถ้าถึงจุดหมายเราก็จะรู้สึกว่าโลกนี้ช่างสว่างไสวสวยงาม
ดังนั้น เราควรมีความฝันไว้ประดับตน เพื่อเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงหัวใจ”
“มาถึงไอ้ตัวที่สอง จะเป็นเราแบบที่คนอื่นยัดเยียดให้เป็น
บางครั้งก็ยัดเยียดว่าเราดีเลิศ จนเราอาย เพราะจิตสำนึกเรารู้ดีว่ามันไม่จริงหรอก แต่เราก็ยิ้มรับ
แต่บางครั้งไอ้ตัวที่สองนี้ก็มหาอัปลักษณ์ จนไม่อยากจะนึกถึง ซ้ำร้ายยังเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพราะมันเป็นโลกในมือคนอื่น มันเป็นสิ่งแปลกปลอมที่คนอื่นยื่นให้”
“อย่างคนขับสิบล้อจอดรถอยู่ข้างทางเฉย ๆ เช้ามาพบศพใต้ท้องรถ ก็ต้องขับรถหนี ทั้งที่ศพนั้น ถูกรถชนตายอีกฝั่งแล้วดันถลามาใต้ท้องรถ
แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนขับสิบล้อ บางคนก็ตัดสินไปแล้วว่าเขาเป็นฆาตกร”
“สมัยที่หลวงตายังไม่ได้บวชเคยไปส่งเพื่อนผู้หญิงที่มีผัวแล้ว เพราะเห็นว่าบ้านเป็นซอยเปลี่ยว ส่งได้สองครั้งก็เป็นเรื่อง ชาวบ้านซุบซิบนินทา หาว่าเป็นชู้กับเมียชาวบ้าน
คนที่เห็นนั้นมองคนอื่นด้วยใจที่หยาบช้า ไร้วิจารณญาณ ใจแคบ มองคนอื่นผ่านกระจกสีดำแห่งใจตัวเอง คนเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปในสังคม
เจ้าต้องจำไว้นะ ทุกครั้งที่เราว่าคนอื่นเลว คนอื่นไม่ดี ก็เท่ากับเราประจานความมืดดำในใจตัวเองออกมา
เห็นสิ่งไม่ดีของใคร....จงเตือนตัวเองว่าอย่าทำ อย่าเลียนแบบ นั่นแหละวิถีของนักปราชญ์
ถ้าเอาไปว่าร้ายนินทาเรียกว่าวิถีของคนพาล”
“แล้วเราต้องทำตัวอย่างไรละครับในเมื่อเราต้องเจอคนเหล่านั้นเรื่อย ๆ “ ลูกศิษย์หยุดร้องไห้แล้ว เริ่มสนทนาโต้ตอบหลวงตา
“เจ้าต้องทำความเข้าใจจิตใจมนุษย์ เรียนรู้ว่าความเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้
เราห้ามใจใครไม่ได้ สิ่งใดที่เราไม่ได้ทำ ไม่ได้คิด ไม่ได้เป็น แต่คนอื่นคอยยัดเยียดให้เรา เราก็ไม่ควรให้ความสำคัญ
เพราะเราสัมผัสได้ว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริง ใจเราควรสงบนิ่ง ยังไม่ต้องชำระ
ใจคนอื่นต่างหากที่ควรซักฟอกให้ขาวสะอาดกว่าที่เป็นอยู่
เขาเหล่านั้นเป็นบุคคลที่น่าสงสาร ...มีเวลามองคนอื่น แต่ไม่มีเวลามองตัวเอง
จงแผ่เมตตาให้เขาไป
เข้าใจใช่ไหม”
“เข้าใจครับหลวงตา” เด็กน้อยยิ้มมีความสุขอีกครั้ง December 19 พี่-น้อง![]() คนที่เป็นพี่สาว อย่าน้ำตาไหลนะ
ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน
แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ ของฉันมีกัน จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน "ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า " ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพ ก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ" พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้ แล้วพูดว่า " ผมขโมยเองครับ" ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย พ่อนั่งลงบนเก้าอี้ และด่าว่าน้องชายของฉัน
" ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย" คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้ หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า " พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว" ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้ ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ หลายปีผ่านไป แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี... เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า "ลูกเราทั้งคู่เรียนดี เรียนดีมากนะ" แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า "แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไร ในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน" ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า " ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว" พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่ " ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้ ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้"
คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ ทั่วทั้งหมู่บ้าน เพื่อขอยืมเงิน ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า " ต้องให้น้องได้เรียนต่อ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้" แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้ ใครจะรู้ได้ ... วันต่อมาในตอนเช้ามืด น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน ขณะฉันกำลังหลับ " พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ .... ผมจะไปหางานทำ แล้วจะส่งเงินมาให้พี่" ฉันนั่งอยู่บนเตียง อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า ... ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี . ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็นกรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้าง ...
ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3 วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า "มีชาวบ้านมาหาเธอ อยู่ข้างนอกแน่ะ"
ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ??? ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่ ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง ...
ฉันถามเขาว่า "ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ" น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า "ก็ดูผมสิ สกปรกมอมแมมออกอย่างนี้ ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี"
ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ " พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม" จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ .. เขาติดกิ๊บให้ฉัน แล้วพูดว่า "ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"
ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี . วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก ฉันสังเกตเห็นว่า หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า " แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ"
แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า " แม่ไม่ได้จ้างหรอก น้องชายลูกต่างหาก วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ" ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด "เจ็บมากไหม" ฉันถาม " ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ และ..." น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด เพราะฉันหันหน้าหนีเขา น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี... หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน ...
แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง แต่เมื่อออกไปแล้ว ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ... เขาบอกกับฉันว่า "พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะ ผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง" สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท ... แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้ เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา ... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า " ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!! ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆ อย่างนี้ ดูตัวเองซิ เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง" คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา " พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน ส่วนผมมันการศึกษาต่ำ ถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด" น้ำตาปริ่มดวงตาของฉัน รวมทั้งสามีของฉันด้วย ฉันบอกกับน้องว่า " แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..." " ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ" น้องชายของฉันจับมือฉันไว้ ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี... เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี เขาได้แต่งงานกับสาวชาวนาในหมู่บ้านเดียวกัน ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า " ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้" น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล " พี่สาวของผมครับ " . และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้ " ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2ชม. เพื่อเดินไปเรียน และเดินกลับบ้าน วันหนึ่งผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ ... นับจากวันนั้น ผมสาบานกับตัวเองว่า ตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี และจะทำดีกับเธอ" ...... เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก ... "ในโลกใบนี้ คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือ น้องชายของฉันค่ะ"
ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้ น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...
จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ วันในชีวิตของคุณและเขา คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง .. ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม November 20 แบบทดสอบทายนิสัยแบบทดสอบทายนิสัย
วิธีการ : เลือกข้อที่ใกล้เคียงมากที่สุด จากนั้นนำตัวอักษรภาษาอังกฤษหน้าข้อที่เลือก มาเรียงต่อกัน แล้วคุณจะเข้าใจตัวเองมากขึ้น ![]() 1.บุคคลิกภาพของคุณเป็นอย่างไร? (I) ชอบสันโดษ, คิดก่อนทำ, มีแรงบันดาลใจหรือความคิดจากตัวเองเป็นใหญ่ (E) ชอบเข้าสังคม , ชอบไปงานสังสรรค์, ทำก่อนคิด, มีแรงบันดาลใจ หรือความคิดจากคน สิ่งของ สิ่งแวดล้อมเป็นส่วนใหญ่ 2.เมื่อคุณมีข้อมูลที่ต้องพิจารณา คุณจะพิจารณาข้อมูลเหล่านั้นอย่างไร? (S) ดูถึงรายละเอียดของข้อมูล, ดูถึงปัญหาปัจจุบัน, ดูถึงหลักความเป็นจริง (N) ดูถึงภาพรวมหรือข้อสรุปของข้อมูล, คาดการณ์ล่วงหน้า, ดูถึงความน่าจะเป็นที่จะเกิดขึ้น 3.คุณใช้อะไรในการตัดสินใจกับปัญหา? (โดยสัญชาตญาณของคุณ) (T) ใช้เหตุผลในการตัดสินใจ, ใช้หลักตรรกวิทยาความถูกต้อง, >คิดถึงผลที่จะตามมาจากการตัดสินใจ (F) ใช้ความรู้สึกในการตัดสินใจ, ตัดสินใจจากความชอบ, ความต้องการ, คิดถึงความต้องการ และการตอบสนองของต 4.คุณมีวิธีการดำเนินชีวิตอย่างไร? (J) ชอบวางแผนในการใช้ชีวิตประจำวัน, ชอบตั้งเป้าหมาย ระยะเวลา วันที่ในการทำ, ชอบตัดสินใจเพื่อให้จบปัญหา (P) ยอมรับการเปลี่ยนแปลงกับสิ่งรอบตัว, ไม่ยึดติด, มีความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์, รับฟังความคิดผู้อื่น คำเฉลย :ISTJ - The Duty Fulfiller "ผู้สำเร็จ" - มีสมาธิสูง เงียบ เป็นคนรักครอบครัว - ละเอียด จริงจัง และ ไว้ใจได้ - ทำงานหนัก เจ้าระเบียบ และ มีความรับผิดชอบสูง - อาจจะทำให้ถูกเอาเปรียบได้เพราะความที่เขาซื้อสัตย์และเป็นที่พึ่งได้ - ไม่เก่งเรื่องของความรู้สึก ISTP - The Mechanic "ช่างเครื่อง" - เงียบ ชอบผจญภัย และ กีฬา - ชอบเสี่ยง เป็นตัวของตัวเอง แก้ปัญหาเก่ง - มองโลกในแง่ดี แต่อาจโกรธง่ายตอนเครียด - ปกติไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรให้คนอื่นอยู่ ทั้งดีและไม่ดี ISFJ - The Nurturer "ผู้ดูแล" - เงียบ ใจดี มีสติ - มีความรับผิดชอบ แก่ภาระและหน้าที่ - คิดถึงคนอื่นก่อนตัว จำคนเก่ง - เสียกำลังใจเมื่อถูกวิจารณ์ - ชอบเก็บความรู้สึกไว้กับตัวเอง ISFP- The Artist "ศิลปิน" - เงียบ ใจดี จริงจัง และ อ่อนไหว - ไม่ชอบการโต้แย้ง ไม่ชอบระเบียบ - ความคิดสร้างสรรค์ และ ไม่เหมือนใคร รักขอบสวยของงาม - เข้าใจยาก เปิดเผยตัวเองกับคนใกล้ชิดเท่านั้น - ใช้ชีวิตอย่างจริงจัง INFJ - The Protector "ผู้ป้องกัน" - ความคิดสร้างสรรค์ อ่อนไหว เป็นตัวของตัวเอง - เก่งเรื่องคน และ สถานการณ์ - เป็นคนลึกซึ้ง ซับซ้อน ชอบความเป็นส่วนตัว - เข้าใจยาก มีความมั่นใจในตัวเองสูง ดื้อรั้นต่อความคิดของผู้อื่น - ไม่ชอบการโต้แย้ง INFP - The Idealist "นักอุดมการณ์" - เงียบ ซื่อสัตย์ ชอบอุดมการณ์ - ชอบช่วยเหลือ และ เข้าใจคนอื่น - ไม่ชอบการโต้แย้ง - ซื่อสัตย์ต่อตนเอง - มีความคิดสร้างสรรค์ INTJ - The Scientist "นักวิทยาศาสตร์" - ฉลาด มุ่งมั่น ไม่เหมือนใคร - ชอบคิดคนเดียว และชอบอยู่คนเดียว - ชอบด่วนสรุป ไม่ชอบรายละเอียด คิดว่าตนเองถูกเสมอ - บอกความรู้สึกไม่เก่ง จะมีปัญหากับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด INTP - The Thinker "นักคิด" - ความคิดสร้างสรรค์ เป็นตัวของตัวเอง มีเหตุมีผล และมีความสามารถสูง - ไม่อยากถูกนำหรือนำคนอื่น ไม่ชอบระเบียบ - ใช้เวลาในหัวตัวเองมาก ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว - เงียบ ไม่ค่อยรู้ว่าคนอื่นรู้สึกยังไง - มีอารมณ์ซับซ้อน ไม่อยู่นิ่ง และ แปรปรวน ESTP - The Doer "ผู้กระทำ" - เป็นมิตร ยืดหยุ่นง่าย เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นเก่ง - ไม่ชอบคำอธิบาย แต่ต้องการแค่ผลลัพธ์ - ใช้ชีวิตที่สนุกสนาน จึงทำให้ผ่านไปเร็ว - รักสนุก สามารถทำร้ายจิตใจผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว - ไม่ชอบเคารพกฎระเบียบ - เบื่อง่าย ESTJ - The Guardian "ผู้พิทักษ์" - มีระเบียบ ซื่อตรง ตรงไปตรงมา - มีความมั่นใจในตัวเอง มีความสามารถ ทำงานหนัก เป็นผู้นำ - ชอบความปลอดภัย และ ความสงบสุข - บอกความรู้สึก และ ความห่วงใยไม่เก่ง ESFP - The Performer "ผู้แสดง" - อยู่คนเดียวในโลกไม่ได้ มีมนุษยสัมพันธ์ดี รักสนุก และทำงานเป็นทีมได้ดี - มองโลกในแง่ดี ต้อนรับทุกคน แต่ก็เกลียดทุกคนได้เหมือนกัน - ไม่ชอบงานประจำ คิดมากเวลาเครียด - รักสวยรักงาม ESFJ - The Caregiver "นักใส่ใจ" - มีน้ำใจ คนชอบ มีสติ มีความรับผิดชอบ - เก่งเรื่องคน เข้าใจ สนใจ และปรับตามคนได้ - ชอบให้คนชอบ ชอบบริการผู้อื่นก่อนตนเอง - รักสงบ และ ความปลอดภัย ไว้ใจได้ กระตือรือร้น - อ่อนไหว ต้องการการเห็นด้วยจากผู้อื่น ENFP - The Inspirer "ผู้มีแรงบันดาลใจ" - มีความคิดสร้างสรรค์ กระตือรือร้น ยืดหยุ่น - ต้อนรับไอเดียใหม่ ๆ เสมอ แต่จะเบื่อกับรายละเอียด - มีมนุษยสัมพันธ์ดี ชอบให้คนชอบ แต่ก็สามารถหลอกใช้ผู้อื่นได้ด้วย - เป็นคนร่าเริง และชอบเป็นอิสระ ENFJ - The Giver " ผู้ให้" - มีมนุษยสัมพันธ์ดีมาก ห่วงใยความรู้สึกของผู้อื่นเสมอ - ไม่ชอบอยู่คนเดียว ต้องการอยู่กับผู้อื่นตลอดเวลา - มีความสามารถที่จะทำในสิ่งที่เขาชอบหลาย ๆ อย่าง - มีความมั่นใจในตัวเอง เจ้าระเบียบ ENTP - The Visionary "ผู้มีวิสัยทัศน์" - มีความคิดสร้างสรรค์ ฉลาด แก้ปัญหาเก่ง - ชอบไอเดียใหม่ ไม่ชอบทำอะไรซ้ำ ๆ - ชอบคุย คุยเก่ง หัวไว - ไม่สนใจเรื่องความรู้สึก แต่เพียงจะให้งานสำเร็จ - บางครั้งอาจจะเคร่งครัดกับคนรอบข้าง November 08 เรื่องลูกข้า...เด็ดกว่า !!!ชายสี่คนชวนกันไปกินข้าวกันที่ร้านอาหารที่หรูแห่งหนึ่ง ก็คุยอวดกันเรื่องลูกชาย
พอดีมีคนหนึ่งไปห้องน้ำ เลยคุยอวดกันแค่ 3 คนไปก่อน
ชาย1: เนี่ยลูกชายผมนะ ไม่รู้ไปทำอะไรมา... โคตรรวยเลย พวกคุณรู้มั้ย เขานะเพิ่งยกเบนซ์สปอร์ตคันละ 11.2 ล้านให้เพื่อน ให้ฟรีๆ เลยนะ ..รู้มั้ย?? รวยจริงๆ รวยกว่าผมอีก ชาย2: โธ่! นึกว่าอะไร ลูกชายผมสิ เจ๋งกว่า พวกคุณรู้มั้ย เขาก็เพิ่งยกบ้านหลังละ 17 ล้านให้เพื่อน ยกให้ฟรีๆ คุณคิดดูลูกผมน่ะ ขนาดไหน ชาย3: อ้าว! เดี๋ยวๆ ลูกชายผมก็ยังเจ๋งกว่า เขาน่ะยกหุ้นให้เพื่อนเหมือนกัน
ยกให้ฟรีๆเลย หุ้นนะ 1,000,000กว่าตัว ตั้ง 20 ล้านเชียวนะ ถึงตอนนี้ชาย 4 ที่ไปห้องน้ำกลับมาพอดี
ชาย4: พวกคุณคุยอะไรกันอยู่ล่ะ ไปเห็นกินอาหารกันเลย หรือว่ารอผม ชาย1,2,3: อ้อ!!! คุยกันเรื่องลูกชายน่ะ แล้วลูกคุณล่ะ เป็นยังไง ชาย4: (หน้าเศร้าลงนิดนึง) อ้อ.. ลูกผมรึ.... คือ....มัน....มันเป็นเกย์น่ะ ชาย1,2,3: ฮ้า!!!!!!!!! จริงรึ ชาย4: แต่..มันก็ยังดีนะ มันเป็นเกย์ มันก็ยังหาเงินได้จนผมอึ้งไปเลยล่ะ คือ แบบ.... อยู่ดีๆ มันก็มีรถเบนซ์สปอร์ต
มีบ้านหลังละ 17 ล้าน
แล้วก็มีหุ้นอยู่ในหลักทรัพย์เป็นล้านหุ้น มูลค่าตั้ง 20ล้านเชียวนะ " สรุปแล้ว.....ปรากฏว่า ลูกชาย (ชายไม่ใช่ชาย ^^อิอิ) ของคุณชาย 4 .....เก่งก่าอ่ะ
แต่แหมม เคื๊อง... เคืองอ่ะ
ชายตั้ง 3 ไปหลง "เกย์" ซะนี่
หญิงมีอยู่ให้เกลื่อน ดันไปหลงเกย์ซะได้
เฮ้อ!!!!! ที่ค้างเติ่งอยู่ตรงนี้ก็มีอีกตั้ง 1 คน >_<
เอ......หรือว่าต้องหันมามองหญิงด้วยกันแทนชายหว่า หุๆๆๆ October 18 อวัยวะที่สำคัญที่สุดแม่ของผมเคยถามผมว่า ส่วนไหนของร่างกายที่สำคัญที่สุด เมื่อตอนผมยังเป็นเด็กเล็ก ผมเคยคิดว่า เสียง เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดสำหรับเราในฐานะที่เป็นมนุษย์ หลายปีผ่านไปก่อนที่แม่จะถามผมเรื่องนี้อีกครั้ง จนเมื่อปีที่แล้ว ปู่ของผมตายลง ทุกคนในบ้านเศร้าใจกันมาก ทุกคนร้องไห้ แม้แต่พ่อของผมก็ร้องด้วย ผมจำได้ดีเพราะว่า มันเป็นเพียงครั้งที่สองที่ผมเห็นพ่อร้องไห้ แม่มองมาที่ผม ตอนที่เรากล่าวคำอำลาครั้งสุดท้ายต่อคุณปู่ แล้วแม่ก็ถามผมว่า "ลูกรู้หรือยังส่วนไหนของร่างกายเราสำคัญที่สุด ลูกรัก ?" ผมรู้สึกงุนงง ที่แม่ถามผมตอนนี้ ผมคิดตลอดมาว่าคำถามนี้เป็นเกมส์ระหว่างผมกับแม่ แม่มองเห็นสีหน้ามึนงงของผม และก็บอกว่า
"คำถามนี้สำคัญมากลูก มันแสดงให้เห็นความจริงในชีวิตของเรา" สำหรับอวัยวะต่างๆ ที่ลูกเคยบอกกับแม่ว่าสำคัญในอดีตที่ผ่านมา และแม่ได้บอกกับลูกว่ามันผิดมาตลอด พร้อมกันนั้นแม่ก็ได้ยกตัวอย่างให้ลูกฟังว่าทำไมมันถึงผิด แต่ว่าวันนี้เป็นวันที่ลูกจะได้เรียนบทเรียนที่สำคัญที่สุด แม่ก้มลงมองมาที่ผม ตรงนั้นเองที่ผมได้รู้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดของร่างกายเรา คือ การไม่เห็นแก่ตัว แต่คุณรู้ว่าพวกเค้าอยู่ที่ตรงนั้นกับคุณตลอดเวลา........
September 20 มนุษย์ในวันแรกที่พระเจ้าสร้างโลก
พระเจ้าได้สร้างวัวขึ้นคู่หนึ่งและบอกกับวัวว่า "วัว..วันนี้เราได้สร้างเจ้าขึ้นในฐานะของวัว เพื่อทำงานหนักกลางทุ่งนา ... ท่ามกลางแสงแดดจ้าทั้งวัน
แล้วเราจะให้เจ้ามีชีวิตยืนยาว 50 ปี ข้างวัวย้อนกลับว่า ... 'ชีวิตที่ยากลำบากเช่นนี้ จะให้มีอายุยาวถึง 50 ปีน่ะหรือ?
.. ฮึ! เมินเสียเถอะ ขอแค่มีอายุเพียง 20 ปี ก็พอแล้วล่ะันะ ... เอาคืนไปเลยย 30 ปี ถ้าได้ก็โอเค และพระเจ้าตอบตกลง
วันต่อมา
พระเจ้าสร้างสุนัขขึ้น และบอกกับมันว่า้
"เราสร้างเจ้าขึ้นในฐานะของสุนัข หน้าที่ของเจ้าคือ นั่งอยู่ที่ประตูบ้านและเห่าเมื่อมีคนเข้ามา
แล้วเราจะให้เจ้ามีอายุยืนถึง 20 ปี"
สุนัขได้ฟัง ก็พูดขึ้นว่า ... นั่งเฝ้าหน้าประตูบ้าน 20 ปี! ช่างเป็นชีวิตที่น่าเบื่ออะไรเช่นนี้ ขอคืนชีวิต 10 ปีก็แล้วกัน พระเจ้าตอบตกลง วันต่อมา พระเจ้าสร้างลิงขึ้น และบอกกับลิงว่า เราสร้างเจ้าขึ้นในฐานะของลิง หน้าที่ของเจ้า คือ สร้างความสนุกสนาน และใช้เล่ห์เหลี่ยมของลิง หลอกล่อคนให้หัวเราะ แล้วเราจะให้เจ้ามีอายุยืน 20 ปี ลิงได้ฟัง จึงตอบว่า .. อะไรนะ..ทำให้คนหัวเราะ ทำหน้าลิง และเล่ห์กลต่างๆ ตั้ง 20 ปี น่ะเหรอ? ไม่เอาด้วยหรอก ขอคืนชีวิตไป 10 ปี เหลือแค่ 10 ปีก็แล้วกัน พระเจ้าตอบตกลง วันต่อมา พระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้น และบอกว่า เราสร้างเจ้าขึ้นในฐานะที่เป็นมนุษย์ หน้าที่ของเจ้า คือ กิน นอน เที่ยว เล่นสนุกสนาน โดยไม่ต้องทำงานใดๆ เราจะให้เจ้ามีชีวิต 20 ปี มนุษย์ได้ฟัง ก็ต่อรองว่า .ชีวิตที่สบายเช่นนี้ แล้วท่านจะให้เรามีชีวิตแค่ 20 ปีนะเหรอ เอาอย่างนี้ดีกว่า เราขอชีวิตที่วัวคืนชีวิตให้ท่าน 30 ปีี สุนัข 10 ปี และลิง 10 ปี มาเป็นของเรา เพื่อให้เรามีอายุยืนถึง 70 ปี ตกลงไหม? พระเจ้าตอบตกลง
นั่นแหล่ะเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมชีวิตของเราในช่วง 20 ปีแรก
จึงเต็มไปด้วยความสนุกสนาน กิน นอน เล่น และไม่ต้องทำอะไรมากมาย 30 ปี ต่อมา ต้องทำงานหนักทั้งวัน เพื่อสร้างครอบครัว 10 ปี ต่อมา เกษียณอยู่ที่บ้าน เฝ้าหน้าบ้าน และตะคอกคนที่ผ่านไปมา่ 10 ปี ต่อมา เป็นปู่,ย่า ที่ต้องทำหน้าลิง และเล่ห์กลต่างๆ้ เพื่อหลอกล่อหลาน ๆ เฮ้อ...!!! |
|
|