Nanti-'s profile(yathur)jaPhotosBlogListsMore Tools Help

Nanti- yathur

Occupation
Location
Interests
I'm just a little woman whom nobody knows deep inside my mind, inclouding myself **ยังเต็มใจที่จะตามค้นหา... และปฏิเสธที่จะท้อใจยินดีที่จะเฝ้ารอ... เพื่อเติมเต็มสิ่งที่หายไป
yathur's passengers|true|

(yathur)ja

ยาเธอคนงาม ขอปล่อยตาม..... ตามวาสนา

My

Photo 1 of 256
December 03

ยาย กะ หลาน คุยกัน

หลาน  >>      "ยาย..  ยาย "
ยาย    >>       "หา? "
หลาน  >>       "ยายว่างไหมเนี่ย?"
ยาย    >>       "ว่าง"
หลาน  >>       "คุยด้วยคนนะ"
ยาย    >>       "เอาสิหลานเอ้ย.. นั่งก่อนๆ"
หลาน  >>      "เอ่อ....ยายก็ลุกขึ้นสิ"
ยาย    >>       "ทำไมยายต้องลุกขึ้นด้วยล่ะ"
หลาน  >>        "ผมจะได้นั่งก่อน  "
ยาย    >>        "หา..."
 
หลาน  >>        "ยาย...ปีนี้ดูแก่มากเลยนะยาย..อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ..?
ยาย    >>        "เมื่อ 20 ปีที่แล้วยายอายุ 50 ... ไม่รู้ว่าตอนนี้มันยังจะ 50 อยู่หรือป่าว ไม่ได้นับมานานแล้ว"
หลาน  >>         "โห...ยาย ป่านนี้มันไม่เหลือ 9 ขวบแล้วหรอ..แล้วลูกเต้าไม่มีเหรอ  ยายถึงมานั่งคนเดียวเนี่ย"
ยาย     >>        "มี.."
หลาน  >>         "อ้าว..แล้วทำไมเค้าไม่มาด้วยอ่ะ"
ยาย    >>         "มีลูกชายสองคน ..  คนหนึ่งอยู่ระยอง  อีกคนหนึ่งอยู่เชียงใหม่โน่น  ..
                       ไอ้คนหนึ่งมันจะให้ยายไปอยู่เชียงใหม่..อีกคนหนึ่งจะให้ยายไปอยู่ระยอง
                        ......ตัดสินใจไม่ถูกไม่รู้จะไปอยู่กะใครเนี่ย?"
หลาน  >>         "โอ้โฮ..ยาย!นี่โชคดีจังเลย.... ลูกแย่งกันเลี้ยง"
ยาย    >>         "โชคดีกะผีอะไรล่ะ...ก็ไอ้คนที่อยู่ระยอง..มันจะให้ไปอยู่เชียงใหม่  ไอ้คนที่อยู่เชียงใหม่..มันจะให้ไปอยู่ระยอง"
 
หลาน  >>          "เออ..ยาย..อย่าไปคิดมากเลยอายุปูนนี้ร่างกายยังแข็งแรงอยู่..ก็ถือว่าโชคดีแล้ว"
ยาย    >>          "โอ้ย..แข็งแรงที่ไหนกัน  ตอนนี้กำลังแย่เลยว่ะ"
หลาน  >>          "แย่ที่ไหนยาย..ก็เห็นแข็งแรงดี"
ยาย     >>          "เดี๋ยวนี้ยายมีอาการแปลกๆ เช่น  นั่งๆอยู่เนี่ย..ถ้าลุกขึ้นปุ๊บ..มันจะยืนทุกทีเลยว่ะเป็นอะไรไม่รู้
หลาน  >>          "ลุกแล้วยืนน่ะมันธรรมดานะยาย..ยายเคยเห็นคนล้มทั้งยืนมั้ยยาย..?"
ยาย    >>          " ไม่เคยว่ะ"
หลาน  >>           "อยากเห็นมั้ย..?"
ยาย    >>           "อย่าเลย..ยายแก่แล้วเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยอยากรู้อยากเห็นอะไร"
หลาน  >>           "อ้าว..เป็นอะไรไปหรอยาย..?"
ยาย    >>           "สงสัยจะแก่ตัวมาก ... นั่งนานๆ แล้วมันจะมีปัญหา"
หลาน  >>           "มันเป็นยังงัยหรอยาย..?"
ยาย    >>           "อีขาซ้ายนี่มัน...ชา"
หลาน  >>           "แล้วขาขวาล่ะยาย..?"
ยาย    >>           "กาแฟว่ะ.."
หลาน  >>           "ผมว่ายายต้องรีบไปหาหมอแล้วล่ะ.."
ยาย    >>           "ทำไมล่ะ..?"
หลาน  >>           "ถ้าปล่อยไว้นานๆ มันจะเป็นโอวัลตินนะยาย"
ยาย    >>           "อืม..แล้วพอยืนนานๆนะ..ขาซ้ายมันจะปวด"
หลาน  >>           "โอ้ย..เป็นเรื่องธรรมดายาย ...อายุมากแล้วนี่มันก็ปวดสิ"
ยาย    >>           "ไม่จริงหรอก..ขาข้างขวานี่ก็อายุเท่ากัน..ไม่เห็นมันปวดละ..?  
 
ยาย    >>            เออ..นี่หลานรู้ป่าว มียาฝรั่งตัวหนึ่งชื่อไวอากร้า  ถ้าคนที่นกเขาไม่ขันเป็นมะเขือเผาอ่อนปวกเปียก
                          นี่..เม็ดเดียวกินก่อนนอนภายใน 20 นาทีเท่านั้น  ได้เรื่องเลย..แข็งโป๊กเลย"
หลาน  >>            "ยายรู้ได้งัย.?"
ยาย    >>            "ยายลองมาแล้ว..วันก่อนแอบไปซื้อมาเม็ดนึงจะเอามาให้ตากิน  แต่ยายไม่กล้าบอกตาตรงๆ 
                          เพราะคนที่นกเขาไม่ขันนี่เขาจะอาย..จะรู้สึกว่าเสียเชิงชาย 
                          ยายเลยนั่งคิดว่า เอ....จะเอาให้ตากินยังงัยดี  
                          พอดีวันนั้นแกอยากกินผัดไท ยายนึกออกยายเลยเอายาบดจนละเอียดแล้วโรยในจานผัดไทยกไปให้ตากิน
                          พอวางบนโต๊ะเสร็จยายก็แอบดู"
หลาน  >>            "เป็นงัยยาย..ได้ผลมั้ย..?"
ยาย    >>            "ได้ผลกะผีอะไรล่ะตามันไม่ยอมกินผัดไท"
หลาน  >>            "อ้าว..ทำไมล่ะยาย..?"
ยาย    >>             "ก็เส้นก๋วยเตี๋ยวผัดไทมันแข็งโด่ทั้งจานเลย???"
 
หลาน  >>            "แล้วตาเป็นงัยบ้างล่ะครับ..สุขภาพแข็งแรงดีไหม..?!"
ยาย    >>            "เดี๋ยวนี้แย่ว่ะ ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง"
หลาน  >>            "อ้าว..ทำไมล่ะยาย"
ยาย    >>             "วันก่อนบ่นว่าปวดหัว..มีไอนิดหน่อย..ยายเลยให้ไปหาหมอ หมอเล่นซะหมดแรงไปเลย...."
หลาน  >>             "เอ๊ะ..  หมอเค้าทำไร..ตาถึงหมดแรง??"
ยาย    >>             "หมอมันชุ่ยว่ะ..พวกหมอเดี๋ยวนี้ไว้ใจไม่ค่อยได้..พอตรวจเสร็จให้ยามากิน  มันเขียนฉลากยาหวัดๆ เช้าเม็ด..กลางวันเม็ด..เย็นเม็ด..
                           ตาแกหูตาไม่ค่อยดี..พอเขียนหวัดๆแกอ่านไม่ชัด  เห็น ม.ม้า เข้าใจว่า เป็น ย.ยักษ์ .......ก็ล่อซะสามเวลาเช้า..กลางวัน..เย็นเลย
                           ตอนนี้นอนแผ่หราลิ้นห้อยอยู่ที่บ้าน"
หลาน  >>             "อ้าว..แล้วทำไมยายไม่บอกล่ะว่าอ่านผิด"
ยาย    >>             "ยายบอกแล้วมันไม่เชื่อ...มันไม่เชื่อยาย..แต่มันเชื่อหมอเมื่อเช้านี้เห็นว่า ไปหาหมอมาอีกแล้ว"
หลาน  >>             "หมอว่างัยล่ะยาย..?"
ยาย    >>             "มันบอกหมอว่า..พอกินยาหมอ..ไม่รู้เป็นไรมันหมดแรง..อาการไข้ก็็ยังไม่ดีขึ้น...หมอถามว่าเพิ่มก่อนนอนอีกสักครั้งไหม????"
 
ยาย     >>             "หลานเอ้ย..."
หลาน   >>             "จ้ะ ยาย..."
ยาย     >>             "คนเราจะประสบความสำเร็จต้องอดทน"
หลาน   >>             "จ้ะ ยาย"
ยาย     >>              "หลานเอ้ย...คนเราจะประสบความสำเร็จต้องอดทน"
หลาน   >>             "จ้ะ ยาย"
ยาย     >>             "หลานเอ้ย..คนเราจะประสบความสำเร็จต้องอดทน...."
หลาน   >>             "โอ้ยรู้แล้ว...พูดซ้ำซากอยู่นั่นแหละรำคาญ"
ยาย     >>             "ไอ้หลาน....เอ็งนี่ช่างไม่มีความอดทนเอาซะเลย"
หลาน   >>             "...."

ยาย      >>             "นี่..เอ็งเชื่อเรื่องกฏแห่งกรรมมั้ย"
หลาน    >>             "เชื่อสิยาย"
ยาย      >>             "เขาบอกว่า...ถ้าเราฆ่าไก่...เราจะเกิดเป็นไก่  ถ้าเราฆ่าวัว...เราจะเกิดเป็นวัว  ถ้าเราฆ่านก...เราจะเกิดเป็นนก"
หลาน    >>             "อืม..ถ้าเป็นอย่างนั้นเห็นทีผมจะต้องฆ่าคนซะแล้วยาย 
 
หลาน    >>              ยาย.... ฉันจะเปิดร้านใหม่ล่ะยาย   ยายช่วยไปอุดหนุนฉันหน่อยนะยาย..ฉันอยากให้ยายไปอุดหนุนเป็นคนแรกเลย"
ยาย      >>              โอ้ย....ไม่มีปัญหา..เรามันคนกันเองเออ..ว่าแต่..แกจะเปิดร้านอะไรล่ะ ???"
หลาน    >>              "ร้านขายโลงศพจ้ะยาย"
ยาย      >>              "อ้ายเวร...ปากไม่เป็นมงคล..เอ็งจำไว้เลยข้าจะไม่เหยียบเข้าร้านเอ็งจนวันตาย.."
หลาน    >>              "ถ้าถึงวันตายแล้วอย่าลืมมาอุดหนุนนะยาย"

ยาย      >>              "นี่ๆ..ยายก็มีหลานชายอยู่คนหนึ่ง...กำลังเรียน....เป็นเด็กดีเหลือเกิน...กตัญญ
                              เมื่อวานนี้เป็นวันเกิดยาย  พอยายจะเอาชามไปล้าง  หลานชายมันเข้ามาห้าม..มันบอกว่า
                              ยาย..วันนี้เป็นวันเกิดยาย ..ยายอย่าล้างชามเลย.."
หลาน    >>              "แหม..เป็นเด็กดีจิงๆเลยนะหลานยายเนี่ย"
ยาย      >>              "เออ...มันบอกกองเอาไว้ก่อน...พรุ่งนี้ค่อยล้าง
หลาน    >>              "...."
ยาย      >>              "เออ..ยายต้องไปแล้ว  ...อยู่นานไม่ได้หรอกไอ้หนู "
หลาน    >>              "อ้าว...ทำไมล่ะยาย???"
ยาย      >>              "ต้องรีบไปล้างจาน??"
หลาน    >>              "งั้นลาก่อนจ้ะยาย......."
September 03

คนที่มีความสุขที่สุดในโลก

คนที่มีความสุขที่สุดในโลก...............   ไม่ใช่คนที่ร่ำรวย
คนที่มีความสุขที่สุดในโลก................   ไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จ
แต่คนที่มีความสุขที่สุดในโลก คือ  คนที่มีความสบายใจเท่านั้นเอง
และความหมายของความสบายใจ คือ
หนึ่ง......   เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น เชื่อว่าคุณมีดี คุณน่าคบหา และคุณทำได้
สอง......   รู้จักตัวเอง  ยอมรับในข้อบกพร่องของตัวเอง และพร้อมจะปรับปรุงเสมอ
สาม......   ไม่ดื้อดึง  ถ้าวันวานคุณเคยทำผิดพลาด คุณก็ยินยอมเปลี่ยนแปลงและรับฟังคนอื่น
สี่.........   เห็นค่าของตัวเอง  คุณไม่คิดว่าตัวเองช่างไร้ค่า คุณจึงมีความสุขในใจเสมอ
ห้า........   วิ่งหนีความทุกข์  เมื่อรู้ตัวว่าตกลงไปในความทุกข์ คุณก็รีบหาทางหลุดพ้น... ไม่จมอยู่กับมัน
หก .......   กล้าหาญเสมอ  คุณกล้าเปลี่ยนแปลงและกล้ารับมือกับสิ่งแปลกใหม่หรือปัญหาต่างๆ
เจ็ด.......   มีความฝันใฝ่  เมื่อชีวิตมีจุดหมาย  คุณก็จะเดินไปบนถนนชีวิตอย่างมีความหวังไม่เลื่อนลอย
แปด......   มีน้ำใจอาทร  คุณพบความสุขในใจเสมอถ้าเป็นผู้ให้แก่ผู้อื่น โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
เก้า .......  นับถือตัวเอง ไม่ดูถูกตัวเองด้วยการลดคุณค่าและทำในสิ่งที่เสื่อมเสียต่อตัวเอง
สิบ .......   เติมสีสัน  สร้างรอยยิ้มให้ชีวิตของคุณและคนรอบข้าง  รู้จักหยอกล้อคนอื่น ๆ  และตัวเองด้วย...

January 24

อย่าลืม....ยกเลิกบัตรเครดิตของคุณ


อย่าลืมยกเลิกบัตรเครดิตของคุณก่อนตายนะคะ มันสำคัญมาก สิ่งที่จะเล่าต่อไปนี้อาจเกิดขึ้นได้กับคนทุกคน ...เพราะส่วนบริการลูกค้ามักจะเป็นเช่นนี้

นางแจ่มชัดเสียชีวิตไปเมื่อเดือนมกราคมปีนี้เอง  แต่............................ ธนาคารซิตี้แบงค์ได้ส่งใบเรียกเงินมาเก็บค่าธรรมเนียมประจำปีของบัตรเครดิต
ซึ่งมาถึงเธอในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมพร้อมทั้งเรียกเก็บค่าปรับที่เธอชำระช้าพร้อมดอกเบี้ยของยอดที่เรียกเก็บ
 ซึ่งในความเป็นจริง เธอไม่ได้ใช้บัตรนั้นมาตั้งแต่วันที่ตาย ....แต่บัดนี้ยอดทั้งหมดที่เรียกเก็บกลายเป็นจำนวนสองพันกว่าบาทเข้าไปแล้ว  ...ญาติของเธอจึงโทรศัพท์ไปยังธนาคาร

เชิญอ่านการโต้ตอบ

ญาติผู้ตาย : ดิฉันโทร. มาแจ้งว่า  คุณแจ่มชัดเสียชีวิตแล้วค่ะ  เสียไปตั้งแต่เดือนมกราคม
เจ้าหน้าที่ธนาคาร :  ยังไม่มีการแจ้งปิดบัญชีนะคะ ดังนั้น ค่าปรับการชำระช้าจึงต้องเรียกเก็บค่ะ

ญาติผู้ตาย :  งั้นช่วยยกเลิกบัตรให้ดีไหมคะ
เจ้าหน้าที่ธนาคาร : แต่มันช้ามาสองเดือนแล้วนะคะที่เรียกเก็บไม่ได้  และธนาคารได้ออกใบเรียกเก็บไปแล้วค่ะ

ญาติผู้ตาย : ตามปกติถ้าลูกค้าเกิดตายไป ทางธนาคารจะจัดการอย่างไรต่อคะ
เจ้าหน้าที่ธนาคาร : เราอาจต้องแจ้งหน่วยคดีฉ้อโกงหรือไม่ก็แจ้งไปยังเครดิตบูโร (ส่วนงานที่จะคอยเก็บประวัติการมีเครดิตของคน ประเทศไทยก็มีค่ะ) หรือไม่ก็แจ้งไปทั้งสองที่ค่ะ

ญาติผู้ตาย : แล้วยมบาลจะโกรธเธอไหมคะ? (ฉันชอบคำถามนี้ของตัวเองจริงๆ)
เจ้าหน้าที่ธนาคาร : อะไรนะคะ?

ญาติผู้เสียชีวิต :  คุณได้ยินหรือเปล่าคะที่ดิฉันบอกว่า...เธอตายไปแล้วน่ะค่ะ
เจ้าหน้าที่ธนาคาร : รอสักครู่ค่ะ คุยกะหัวหน้าดีกว่าค่ะ

สักครู่หัวหน้ารับโทรศัพท์ไปพูดต่อ
ญาติผู้เสียชีวิต :  ดิฉันโทร.มาแจ้งให้ทราบว่า.... เจ้าของบัตรเสียชีวิตไปตั้งแต่เดือนมกราแล้วค่ะ
เจ้าหน้าที่ธนาคาร :  ยังไม่มีการแจ้งปิดบัญชีนะครับ ดังนั้น ค่าปรับการชำระช้าจึงต้องเรียกเก็บครับ
(สงสัยคงเป็นประโยคที่ทางธนาคารมีไว้ให้ใช้ตอบกับลูกค้า  แหมม!!!  ช่างตอบเหมือนกันเป๊ะเลยนะยะ)

ญาติผู้เสียชีวิต :  หมายความว่าจะต้องเรียกเก็บจากที่ดิน / ทรัพย์สินอื่นของเธอน่ะหรือคะ
เจ้าหน้าที่ธนาคาร : (ชักเริ่มติดอ่าง)  คุณเป็นทนายความของเธอหรือครับ?

ญาติผู้เสียชีวิต :  เปล่าหรอกค่ะ แต่ดิฉันเป็นเหลนของเธอน่ะค่ะ  (ทนายสอนให้บอกเช่นนี้)
เจ้าหน้าที่ธนาคาร :  กรุณาช่วยแฟกซ์มรณบัตรของเธอมาได้ไหมครับ
 
ญาติผู้เสียชีวิต :  อ๋อ!!! ยินดีค่ะ (ทางธนาคารแจ้งเบอร์แฟกซ์)
หลังจากได้รับแฟกซ์เรียบร้อย
เจ้าหน้าที่ธนาคาร :  ทางระบบของเราไม่ได้บอกว่า..จะให้จัดการอย่างไรในกรณีที่ลูกค้าเสียชีวิต  ผมก็ไม่ทราบจะช่วยเหลือได้อย่างไร
ญาติผู้เสียชีวิต :  อ๋ออ...ค่ะ คิดต่อไปนะคะ ถ้ายังคิดไม่ออก...ก็เรียกเก็บเงินเธอไปเรื่อย ๆ แล้วกัน ..เธอคงไม่ว่าอะไรหรอกค่ะ

เจ้าหน้าที่ธนาคาร :  ครับ ...ค่าปรับการชำระช้าก็ต้องเรียกเก็บต่อไปนะครับ
(มันเป็นห่ะอะไรของมันวะ!!!)
ญาติผู้เสียชีวิต :  เอ่อ! ไม่ทราบว่า...ต้องการที่อยู่ใหม่ของคุณยายทวดไหมคะ

เจ้าหน้าที่ธนาคาร :  ดีเลยครับ
ญาติผู้เสียชีวิต :  ปากน้ำ.... แม่น้ำเจ้าพระยา ....จังหวัดสมุทรปราการค่ะ

เจ้าหน้าที่ธนาคาร :  ขอประทานโทษครับ นั่นมันเป็นแม่น้ำนี่ครับ
ญาติผู้เสียชีวิต :  อ้าว..... แล้วเวลาที่ "ญาติพวกคุณ"ตายน่ะ .....คุณเอาอังคารไปลอยแถวไหนหรือคะ ?

จบแล้วค่ะ ! เหอๆๆ จบได้สะ!!!!ใจไหมอ่ะ  
พวกธนาคาร / ธุรกิจไฟแนนซ์ต่างๆ อ่ะ  บางทีมันก้อชอบเอาเปรียบลูกค้าด้วยข้อผูกมัด/ข้อสัญญาซึ่งไม่เป็นธรรม + ที่เป็นคุณให้กับฝ่ายตนมากกว่า
เก็บดอกเบี้ยสูงลิบลิ่ว + ซ้อนดอกเบี้ยล่าช้า , ผิดนัด ,เปี้ยปรับ บานตะเกียง 
บางทีก้ออาศัยช่องทางของความรู้ / การไม่มีอำนาจต่อรองเก็บโน่น ... นี่ .... นั่น ยุบยิบหยุมหยิมไปหมด
คนที่ชำระแต่อัตราขั้นต่ำ  ชำระอีกเป็นชาติก้อใช้คืนมันไม่หมดแน่ๆ ...ทั้งที่ถ้ามาคำนวณดูดีๆ อ่ะนะ ที่คืนให้ไป...มากกว่ายอดเงินที่เป็นหนี้จริงตั้งกี่เท่า
การทวงหนี้...พี่แกก้อทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกค้ายังคงกลับมาชำระหนี้ ได้มาก / น้อยนิดนึงก้อยังดี 
(ใช้ทั้งวิธีขู่จะฟ้อง 2 ..3 ..4 ....ไม่รู้กี่รอบกว่าจะฟ้องจริง  / ลดวงเงินหนี้กว่า 40% / ประนีประนอมหนี้ทั้งก่อนและหลังฟ้อง)
แต่บางก้อกรณี......ม๊านนนนก้อช่างงี่เง่า  ประมาณว่า กูจะเอาให้ได้ ... เหมือนแบบในเรื่องนี่อ่ะ..เนอะ 
แหมมมม.... มันน่าให้ตามไปทวงเองถึงที่นิ... หุหุ ^-^
 
October 10

Good Lesson

 
ครั้งหนึ่ง... มีบ้านหลังหนึ่งมีสามี ภรรยา ลูกชาย และอาม่าแก่ๆ คนหนึ่ง
อาม่าแก่มากและไม่แข็งแรง ...มีอาการมือสั่นตลอดเวลา ทำให้ถือของลำบาก
โดยเฉพาะเวลาที่อาม่าทานข้าวร่วมกับครอบครัว ....อาม่าจะถือชามข้าวได้ลำบากและทำข้าวหกลงบนโต๊ะตลอด
เวลาลูกสะใภ้อาม่ารำคาญกับเรื่องนี้มาก จึงปรึกษากับสามีว่า
  เวลาอาม่าทานข้าวเขาจะทำข้าวหกเกลื่อนโต๊ะ นางทนไม่ได้เพราะมันทำให้รู้สึกกินข้าวไม่ลง 
 สามีก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะเขาไม่สามารถทำให้อาม่าหายมือสั่นได้
 
อีกไม่กี่วัน.. ลูกสะใภ้ก็พูดกับสามีเรื่องนี้อีกว่า จะไม่แก้ไขอะไรเลยหรือ...นางทนไม่ได้แล้ว
หลังจากโต้เถียงกันไปสักพัก สามีก็ยอมตามภรรยา
โดยเมื่อถึงเวลาทานข้าว เขาจะจัดให้แม่นั่งแยกโต๊ะต่างหากเพียงคนเดียว .....และใช้ถ้วยข้าวถูกๆ บิ่นๆ เพราะอาม่าทำถ้วยแตกบ่อยๆ
เมื่อถึงเวลาทานข้าว อาม่าเศร้าใจมาก เพราะอาม่าก็ไม่มีปัญญาจะแก้ไขอะไรได้
 
นางนึกถึงอดีตที่นางเลี้ยงดูลูกชายด้วยความรักเสมอมา นางไม่เคยบ่นต่อความเหนื่อยยาก
และเวลาที่ลูกชายเจ็บไข้นางก็ดูแลอย่างดี เวลาลูกชายมีปัญหาก็ช่วยแก้ไขทุกครั้ง
แต่ตอนนี้อาม่ารู้สึกว่าถูกทิ้ง.... อาม่าเสียใจมาก
 
หลายวันผ่านไป อาม่ายังเศร้าใจ... รอยยิ้มเริ่มจางหายไปจากใบหน้าของเขา
หลานชายน้อยๆ ของอาม่าซึ่งเฝ้าดูทุกอย่างมาตลอด...ก็เข้ามาปลอบใจและบอกคุณย่าว่า
เขารู้ว่า คุณย่าเสียใจมากที่พ่อแม่ของเขาทำแบบนี้
แต่หลานชายมีวิธีที่จะให้อาม่ากลับไปทานข้าวรวมกับทุกคนได้

ความหวังเริ่มเกิดขึ้นในหัวใจของหญิงชรา
จึงถามหลานชายว่าจะทำอย่างไร
หลานก็ตอบว่า.... เย็นนี้ให้คุณย่าแกล้งทำชามของคุณย่าตกแตกเหมือนกับไม่ได้ตั้งใจ
อาม่าได้ฟังก็แปลกใจ
 แต่เด็กน้อยยืนยันว่า ให้คุณย่าทำตามที่บอก.... ที่เหลือปล่อยเป็นหน้าที่ของหลานเอง

และแล้วเมื่อได้เวลาอาหารเย็น หญิงชราก็ตัดสินใจลองทำตามที่หลานพูด เพื่อจะดูว่าหลานมีแผนอะไร
หญิงชรายกถ้วยข้าวเก่าที่เต็มไปด้วยรอยบิ่นขึ้น.....  แล้วแกล้งปล่อยลงบนพื้นเหมือนกับหลุดมือ
ถ้วยข้าวเก่าๆ แตกกระจายยับเยิน... ลูกสะใภ้เห็นถ้วยแตกเสียหายก็ลุกขึ้นเตรียมจะด่าว่าอาม่า
 
แต่ลูกชายตัวน้อยของนางกลับชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า  
"คุณย่าทำไมทำชามแตกหมดเลยล่ะครับ หนูกะว่าจะเก็บไว้ให้คุณแม่ใช้ตอนแก่นะ แล้วคุณแม่จะได้ใช้ชามเก่าที่ไหนกันล่ะเนี่ย...."
 
ลูกสะใภ้เมื่อได้ยินลูกชายพูดเช่นนี้ก็หน้าซีด  และด่าอาม่าไม่ออกอีกต่อไป
นางรู้ทันทีว่าสิ่งที่นางทำ.. จะเป็นตัวอย่างให้ลูกชายของนางปฏิบัติเมื่อนางแก่ตัวลง
นางรู้สึกอับอายและสำนึกกับการกระทำของตัวเอง
 
ตั้งแต่นั้นมา ....ทุกคนก็ทานข้าวรวมกันมาตลอด 
 
(จบบริบูรณ์แบบ happy ending)
 
แหมม!!!  มันช่างมาตรงกับคำยอดฮิตในโฆษณาตอนนี้พอดี  "ทำดีให้เด็กดู"
เรื่อง "แม่พิมพ์" เนี่ยเป็นเรื่องสำคัญมากนะ 
 
อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่า....  เด็กเปรียบเสมือนผ้าขาว
คำสั่งสอนด้วยวาจา...ไม่ว่าจะพร่ำสอนเท่าไร  ก็ไม่เท่ากับการที่ผู้ใหญ่ได้ทำให้เด็กได้เห็นเป็นตัวอย่าง
เมื่อเด็กเห็นเป็นประจำ... ก็จะเป็นกลายเป็นภาพติดตา  ติดอยู่ในนโนภาพของเขา ให้เขารู้สึกและทำตามโดยไม่รู้ตัว 
...และสุดท้าย มันก็จะติดเป็นนิสัยของเด็กคนนั้นโดยปริยาย
 
October 01

เมื่อความรักเรียกหา

เลขา: 'ท่านคะ...มีคนจะขอเรียนสายท่านค่ะ'
ผู้จัดการ: 'ใครครับ'

เลขา: 'เขาบอกว่าชื่อ ความรัก ค่ะ'
ผู้จัดการ: 'อืมม.. บอกเค้าว่าผมงานยุ่งมาก'

.........เวลาผ่านไป......

เลขา: 'ท่านค่ะ ความรัก ยังงรอสายท่านอยู่ค่ะ'
ผู้จัดการ: 'อือ...บอกไปว่าผมไม่สะดวกรับสายนะ'

..........ผ่านไป..........

เลขา: 'ท่านคะ'
ผู้จัดการ: 'คุณ...ความรัก อีกเเล้วใช่ไหมครับ บอกว่าผมงานยุ่ง ไว้ผมจะ...
เลขา: 'ไม่ใช่ค่ะ! มีคนจะคุยเรื่องงานค่ะ'
......ในวันที่หัวใจว่าง...ว่าง...ว่าง...
mobile Phone: You have 1 new message in your mailbox 'Please call.. Goodbye from ความรัก'

ผู้จัดการ: 'ช่วยต่อสายความรักให้ผมหน่อย'
เลขา: 'ค่ะ'
...........'ตู้ดๆๆๆ ............
 ความรักที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้
กรุณาฝากข้อความเเละหมายเลขโทรกลับค่ะ... '

เลขา: 'ติดต่อไม่ได้ค่ะ จะให้ฝากข้อความไหมคะ'
ผู้จัดการ: 'ไม่ต้องครับ'

 ความเหงาเข้ามาเยือน... แล้วเวลาก็ผ่านไป ผ่านไป
.............ผ่านไป...........

 ความรักที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้กรุณาฝากข้อความเเละหมายเลขโทรกลับค่ะ'
 ผู้จัดการ: 'ความรักครับ คือ ผม...เห็นคุณเงียบหายไปไม่รู้ว่าสบายดีไหม  ช่วงก่อนหน้านี้ผมงานยุ่งตลอดไม่มีเวลาว่าง ต้องขอโทษด้วย ไม่รู้ว่าจะสายไปไหมถ้าจะบอกว่า
             ผมพร้อมที่จะมีความรักเเล้ว ถ้าได้รับข้อความเเล้วช่วยติดต่อกลับด้วยนะครับ'

 ร อ..... ร อ...... ร อ...... รอคอยความรักจนถึงวันนึง.....

เลขา: 'ท่านค่ะ ความรักโทรมา  ให้ปฏิเสธไปเลยไหมค่ะ?'
ผู้จัดการ: 'ไม่ต้อง รีบโอนสายมาเลย'

ผู้จัดการ: 'สวัสดีครับความรัก คุณหายไปไหนมา  ขอโทษด้วยนะครับ ผมไม่มีเวลาใส่ใจ ....ไม่เคยสนใจตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมไม่คิดว่าคุณจะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตผม
            ผมขอโทษ...'

 ความรัก: 'ดิฉันไม่ได้โกรธอะไรหรอกค่ะ  ไม่ว่าจะอย่างไร  ความรักอย่างดิฉันก็มีหน้าที่ให้ความรักเสมอ 
             เมื่อใดก็ตาม ที่คุณเปิดใจต้อนรับ ...เมื่อนั้น คุณก็จะได้เป็นเจ้าของความรัก 
             เเต่ที่ผ่านมาไม่ได้ติดต่อก็เพียงเพราะว่า ฉันไม่ได้จ่ายค่าโทรศัพท์ค่ะ!
 
อ้าว!!! เวงกำ อุตส่าห์ built อารมณ์ตามมาซะดิบดี กะว่ามันจะจบแบบ sweet หวาน
ที่ไหนได้...ดันหักมุมจบซะเสียเส้นเลยนะยะ
  
เงิน มีค่าเสมอเเม้กับความรัก 
...เเต่อย่าให้ถึงขนาดว่า ความรัก ซื้อได้ด้วยเงิน
 
September 26

กฏแห่งกรรม

 

กฏแห่งกรรม
 
1. เหตุใดชาตินี้คุณมีเสื้อผ้าแพรพรรณอันงดงามสวมใส่มากมาย..........  เพราะชาติก่อนคุณเคยถวายจีวรแด่พระสงฆ์
 
2. เหตุใดชาตินี้คุณมีอาหารดีดีรับประทานอยู่เสมอ............. เพราะชาติก่อนคุณเคยทำทานอาหารแก่คนยากจนในชาติก่อน
3. เหตุใดชาตินี้คุณอดอยากยากจน ไม่มีเสื้อผ้าดีดีสวมใส่............  เพราะคุณตระหนี่ขี้เหนียวไม่ยอมทำทานคนจน ในชาติก่อน
4. เหตุใดชาตินี้คุณมีบ้านเรือนใหญ่โต............. เพราะคุณเคยถวายข้าวสารเข้าวัดในชาติก่อน
5. เหตุใดชาตินี้คุณมีความเจริญรุ่งเรืองและมีความสุขมาก............. เพราะคุณเคยถวายเงินสร้างวัดในชาติก่อน
6. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นคนสวย และรูปงาม.............  เพราะคุณเคยถวายดอกไม้สดบูชาพระด้วยความเคารพในชาติก่อน
7. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นคนฉลาดปราดเปรื่องมีปัญญาดี.............. เพราะคุณเคยเป็นพุทธมามกะและทานมังสวิรัติในชาติก่อน
8. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นที่รักของทุกๆ คนและมีเพื่อนมากมาย............... เพราะคุณเคยสร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีต่อทุกคนในชาติก่อน
9. เหตุใดชาตินี้คุณไม่มีพ่อ แม่อยู่พร้อมหน้า.............. เพราะไม่คุณเคารพและไม่ช่วยเหลือ ไม่ดูแคลนคนไร้ญาติในชาติก่อน
10. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นเด็กกำพร้า............. เพราะคุณเคยยิงนก ตกปลาและพรากสัตว์ในชาติก่อน
11. เหตุใดชาตินี้คุณมีอายุยืนแข็งแรง............  เพราะคุณเคยปล่อยนกปล่อยปลาสิ่งมีชีวิตในชาติก่อน
12. เหตุใดชาตินี้คุณอายุสั้น...............   เพราะชาติก่อนคุณเคยฆ่าสัตว์มากมายในชาติก่อน
13. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นคนรับใช้...............  เพราะชาติก่อนคุณเคยดูถูกเหยียดหยามคนจน
14. เหตุใดชาตินี้คุณมีดวงตาสดใส................   เพราะชาติก่อนคุณเคยเติมน้ำมันตะเกียงและจุดไฟบูชาพระ
15. เหตุใดชาตินี้คุณโง่ปัญญาอ่อนและหูหนวก.............. เพราะชาติก่อนคุณเคยด่าว่าและหยาบคายต่อหน้าพ่อแม่
16. เหตุใดชาตินี้ต้องเกิดเป็นม้าวัวควาย...............  เพราะชาติก่อนเป็นหนี้ไม่จ่ายคืน
17. เหตุใดชาตินี้คุณต้องตายเพราะยาพิษ.............  เพราะชาติก่อนคุณเจตนาวางยาในต้นน้ำลำธารให้เป็นพิษ
18. เหตุใดชาตินี้คุณจึงแขวนคอตาย....................... เพราะชาติก่อน คุณใช้ตะข่ายล่าและดักสัตว์
19. ถ้าชาตินี้คุณฆ่าเขา.............. ชาติหน้าเขาก็จะฆ่าคุณ..............และจะฆ่ากันไป-มาไม่มีสิ้นสุด
 
โปรดใช้วิจารณญานในการประมวลผลเอาเองนะ
เพราะบางข้ออ่านแล้วก้อ..... อืมมมม
แต่บางข้อก้อ........  อื๊ออ.. จิ๊งหงออ!!!!!
 
แต่เมื่อ "กรรม" คือ การกระทำ ซึ่งรวมทั้งการกระทำที่ดี และการกระทำที่ไม่ดี
แน่นอนว่า เมื่อมีการกระทำใดเกิดขึ้นแล้ว มันจะต้องมีผลที่เกิดตามมาจากการกระทำนั้นๆ เสมอ
เช่น เมื่อเรากิน ผลที่ตาม คือ ท้องเราอิ่ม... แต่ในขณะเดียวกันก็มีการสูญเสียเกิดขึ้นจากการกินนั้น เช่น ข้าว พืชผัก ชีวิตของสัตว์ที่เรากิน ฯลฯ
มันเป็น "วัฏจักร" หรือ ห่วงโซ่ที่ไม่อาจปฎิเสธได้
เพราะฉะนั้น ทุก "กรรม" ย่อมได้รับผลตอบแทนใน "กรรม" นั้น
โดยส่วนตัว เชื่อว่า หลักของพุทธศาสนา  "ทำดีได้ดี ... ทำชั่วได้ชั่ว"  ยังคงเป็นจริงเสมอ
แต่ว่า ผลของกรรมที่ตามติด อาจจะไม่ได้สะท้อนมาในรูปของการกระทำเดียวกันเสมอไป 
และอาจจะช้า.. เร็วบ้างแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับบุญ/กรรมเก่าที่เคยมีสะสมไว้ซึ่งเปรียบเสมือน "คลัง"จะเกื้อหรือหนุนคนๆ นั้นอยู่มากแค่ไหน
 
ฉะนั้น ถ้าอยากได้ดี...... ก็ทำดีไว้เถอะ
 
July 17

อย่ากลัวที่จะแตกต่าง

ใครที่คิดว่าตัวเองคิดไม่เหมือนชาวบ้าน....แล้วกลายเป็นความรู้สึกที่แปลกแยก โปรดอ่านเรื่องนี้
 บางที.. บางเรื่อง.. มันก้อมีทางเลือกหรือทางเดินมากกว่าหนึ่ง
เพราะฉะนั้น จงอย่ากลัวที่จะแตกต่าง หรือ ...คิดนอกกรอบ
( บอกชาวบ้านน่ะได้อยู่นะ ..แต่ตัวเองตอนนี้โดนกรอบตีเสียจนกลายเป็นคนที่ไม่ค่อยสร้างสรรค์ 
ชอบที่จะสร้างเงื่อนไขหรือข้อจำกัดไว้ก่อนเสมอ ซึ่งรู้นะว่ามันไม่ดี..ไม่ถูก แต่เหมือนว่า กำลังจะโดนระบบหลอมให้เป็นแบบนั้นไปแล้วอ่ะ  แย่จัง!! -_-")
 
 ครูคนหนึ่งตั้งคำถามกับเด็กว่า "ถ้ามีเงินอยู่ 10 บาท ซื้อของ 3 บาท จะได้รับเงินทอนเท่าไร"
 เด็กส่วนใหญ่ตอบว่า "7 บาท" แต่มีเด็ก 2 คนที่ตอบไม่เหมือนกับคนอื่น
คนหนึ่งตอบว่า "2 บาท"
อีกคนหนึ่งตอบว่า "ไม่ต้องทอน"
 
ครูถามเด็กคนแรกว่าทำไมถึงได้เงินทอน 2 บาท
คำตอบที่ได้ก็คือภาพในใจของเขาสำหรับเงิน 10 บาทคือเหรียญห้า 2 เหรียญ เมื่อซื้อของราคา 3 บาท
เขาก็ให้เหรียญห้า 1 เหรียญ ดังนั้น จึงได้เงินทอน 2 บาท
 
ถามเด็กคนที่สองว่าทำไมไม่เหลือเงินทอนเลย คำตอบก็คือเด็กคนนี้คิดว่าในกระเป๋ามีเหรียญบาท 10 เหรียญ เมื่อซื้อของราคา 3 บาท เขาก็ส่งเหรียญบาทให้ 3 เหรียญ เพราะฉะนั้น คนขายจึงไม่ต้องทอนเงินให้เขา
 
โชคดีที่เป็นการถาม-ตอบในห้องเรียน ลองนึกดูสิครับว่าถ้าโจทย์นี้เป็นข้อสอบที่มีคำตอบเป็น ก-ข-ค-ง
เด็ก 2 คนนี้ก็คงไม่ได้คะแนนจากคำตอบที่ผิดเพี้ยนจากคนส่วนใหญ่
 
 การสร้างโจทย์ที่ 'เสมือนจริง' จากจินตนาการของ 'ครู' อาจถูกจำกัดเพียงแค่ 'ตัวเลข'
แต่สำหรับเด็ก จินตนาการของเขาไร้กรอบ
 10 บาท จึงสามารถเปลี่ยนเป็นเหรียญสิบ เหรียญห้า หรือเหรียญบาทก็ได้
โลกในห้องเรียนกับโลกของความเป็นจริงนั้นแตกต่างกัน
โลกในห้องเรียน ทุกคำถามส่วนใหญ่มีเพียง 1 คำตอบ
แต่โลกของความเป็นจริง ทุกคำถามอาจมีคำตอบที่ถูกต้องได้เกิน 1 คำตอบ
(คนที่เป็นคุณครูทั้งหลาย ก็ควรจะสำเหนียกให้ดีถึงประเด็นนี้ ..หากอยากให้เด็กไทยคิดเป็น..ทำเป็น คงต้องเปลี่ยนแนวคิดและหลักการเสียใหม่
เด็กไทยจะได้พัฒนา ...ควรปล่อยให้เด็กได้คิดต่อยอดและพัฒนาทักษะ ..มากกว่าที่จะให้ท่องจำเป็นนกแก้ว..นกขุนทองอย่างที่ผ่านมา )
 
ต่อมา ลองดูคำถามที่ครูถามอีกข้อหนึ่ง จงเลือกตอบข้อที่ถูกที่สุด?
ก. ซื้อส้ม 5 ผล ผลละ 3 บาท จ่ายเงิน 21 บาท
ข. ซื้อส้ม 5 ผล ผลละ 3 บาท จ่ายเงิน 15บาท
ค. ซื้อส้ม 5 ผล ผลละ 3 บาท จ่ายเงิน 12 บาท
ง. ถูกทุกข้อ
ดช.ป๋อง นามสกุล เลิอดแม่แรง เลือกตอบข้อ ค.
ครู ::: อะไรกัน โจทย์ง่ายๆอย่างนี้เธอยังตอบผิดอีก อย่างนี้ครูคงให้เธอขึ้น ป.4 ไม่ได้แล้วล่ะ
 ดช.ป๋อง ::: ก็ถูกแล้วนี่ฮะ โจทย์ให้ตอบข้อที่ถูกที่สุด ซื้อ 5 ผล จ่ายแค่ 12 ถูกที่สุดแล้ว ข้ออื่นแพงกว่าทั้งนั้นเลย !!!!!!!!
(ถูกของเด็กมันนา..ครูขา  ก้อคำถามครู...โจทย์ไม่ clearอ่ะ  ...จะโทษเด็กฝ่ายเดียวว่ามันหัวหมอก้อไม่ได้นิ  เหอๆ ..>_<)
 
 reference :  บทความนี้ ไม่ทราบแหล่งที่มา แต่น่าสนใจ
July 12

ปรัชญาชีวิต

 
 
 

 

เรื่องราวของนักศึกษาปริญญาโท กับอาจารย์สอนวิชาปรัชญา
ชายหนุ่มคนหนึ่งได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยเอกชนเพื่อให้เป็นวิทยากรพิเศษสอนวิชาปรัชญาให้กับนักศึกษาปริญญาโท 
เขาเตรียมการสอนอยู่หลายวันตัดสินใจจะสอนนักศึกษาเหล่านั้นด้วยแบบฝึกหัดง่ายๆ แต่แฝงไว้ด้วยข้อคิด
เขาเดินเข้าห้องเรียนมาพร้อมด้วยของสองสามอย่างบรรจุอยู่ในกระเป๋าคู่ใจ
เมื่อได้เวลาเรียน เขาหยิบเหยือกแก้วขนาดใหญ่ขึ้นมาแล้วใส่ลูกเทนนิสลงไปจนเต็ม
"พวกคุณคิดว่าเหยือกเต็มหรือยัง?" เขาหันไปถามนักศึกษาปริญญาโท
แต่ละคนมีสีหน้าตาครุ่นคิดว่าอาจารย์หนุ่มคนนี้จะมาไม้ไหนก่อนจะตอบพร้อมกัน...
"เต็มแล้ว..."
เขายิ้มไม่พูดอะไรต่อหันไปเปิดกระเป๋าเอกสารคู่ใจ 
หยิบกระป๋องใส่กรวดออกมาแล้วเทกรวดเม็ดเล็กๆ จำนวนมากลงไปในเหยือกพร้อมกับเขย่าเหยือกเบา ๆ
กรวดเลื่อนไหลลงไปอยู่ระหว่างลูกเทนนิส อัดจนแน่นเหยือก 
เขาหันไปถามนักศึกษาอีก "เหยือกเต็มหรือยัง?"
นักศึกษามองดูอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันมาตอบ
"เต็มแล้ว..."
เขายังยิ้มเช่นเดิม หันไปเปิดกระเป๋าหยิบเอาถุงทรายใบย่อมขึ้นมา 
เททรายจำนวนไม่น้อยใส่ลงไปในเหยือก
เม็ดทรายไหลลงไปตามช่องว่างระหว่างกรวดกับลูกเทนนิสได้อย่างง่ายดาย
เขาเทจนทรายหมดถุง.... เขย่าเหยือกจนเม็ดทรายอัดแน่นจนแทบล้นเหยือก
เขาหันไปถามนักศึกษาอีกครั้ง
  "เหยือกเต็มหรือยัง?"

เพื่อป้องกันการหน้าแตกนักศึกษาปริญญาโทเหล่านั้นหันมามองหน้ากัน
ปรึกษากันอยู่นานหลายคนเดินก้าว เข้ามาก้ม ๆ เงย ๆ
มองเหยือกตรงหน้าอาจารย์หนุ่มอยู่หลายครั้ง
มีการปรึกษาหารือกันเสียงดังไปทั้งห้องเรียน....จวบจนเวลาผ่านไปเกือบห้านาที
หัวหน้ากลุ่มนักศึกษาจึงเป็นตัวแทนเดินเข้ามาตอบอย่างหนักแน่น
"คราวนี้เต็มแน่นอนครับอาจารย์"

"แน่ใจนะ"
"แน่ซะยิ่งกว่าแน่อีกครับ"

คราวนี้เขาหยิบน้ำอัดลมสองกระป๋องออกมาจากใต้โต๊ะแล้วเทใส่เหยือกโดยไม่รีรอ
ไม่นานน้ำอัดลมก็ซึมผ่านทรายลงไปจนหมด ทั้งชั้นเรียนหัวเราะฮือฮากันยกใหญ่
เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
"ไหนพวกคุณบอกว่าเหยือกเต็มแน่ ๆ ไง" เขาพูดพลางยกเหยือกขึ้น

"ผมอยากให้พวกคุณจำบทเรียนวันนี้ไว้ เหยือกใบนี้ก็เหมือนชีวิตคนเรา
ลูกเทนนิสเปรียบเหมือนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต เช่น ครอบครัวคู่ชีวิต การเรียน สุขภาพ ลูก และเพื่อน
สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คุณต้องสนใจจริงๆสูญเสียไปไม่ได้...."
"...เม็ดกรวดเหมือนสิ่งสำคัญรองลงมา เช่น งาน บ้าน รถยนต์
ทรายก็คือเรื่องอื่น ๆ ที่เหลือเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราจำเป็นต้องทำ แต่เรามักจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้
....เหยือกนี้เปรียบกับชีวิตของคุณ  ถ้าคุณใส่ทรายลงไปก่อนคุณจะมัวหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ตลอดเวลาชีวิตเต็มแล้ว...
เต็มจนไม่มีที่เหลือให้ใส่กรวดไม่มีที่เหลือใส่ให้ลูกเทนนิสแน่นอน..."

"...ชีวิตของคนเราทุกคน..ถ้าเราใช้เวลาและปล่อยให้เวลาหมดไปกับเรื่องเล็กๆ น้อย ๆ
เราจะไม่มีที่ว่างในชีวิตไว้สำหรับเรื่องสำคัญกว่า...
เพราะฉะนั้นในแต่ละวันของชีวิต  ....เราต้องให้ความสนใจกับเรื่องที่ทำให้ตัวเราและครอบครัวมีความสุข
...ใช้ชีวิตเล่นกับลูก ๆ
...หาเวลาไปตรวจร่างกาย ...
พาคู่ชีวิตกับลูกไปพักผ่อนในวันหยุด พากันออกกำลังกายเล่นกีฬาร่วมกันสักชั่วโมง สองชั่วโมง เพื่อสุขภาพและความสัมพันธ์ที่ดีในชีวิต
เราต้องดูแลเรื่องที่สำคัญที่สุดจริง ๆ ดูแลลูกเทนนิสของเราก่อนเรื่องอื่นทั้งหมด..."
"...หลังจากนั้นถ้ามีเวลาเหลือเราจึงเอามาสนใจกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวเรา
..."

 
นักศึกษาคนหนึ่งยกมือขึ้นถาม "แล้วน้ำที่อาจารย์เทใส่ลงไปล่ะครับหมายถึงอะไร?"
เขายิ้มพร้อมกับบอกว่า "การที่ใส่น้ำลงไปเพราะอยากให้เห็นว่าไม่ว่าชีวิตของเราจะวุ่นวายสับสนเพียงใด
ในความสับสนและวุ่นวายเหล่านั้นคุณยังมีที่ว่างสำหรับการแบ่งปันน้ำใจให้กันเสมอ...."
May 30

* ห ล า ก มุ ม ม อ ง ค ว า ม รั ก



*มุมมองความรัก*  (มุมที่1 * *: รั ก แ ร ก  แ ป ล ก ห นั ก ห น า)

คุณจำความรักครั้งแรกได้ไหม?
คุณจำความรู้สึกร้อนวูบวาบในอก ... อึดอัดจนรู้สึกหายใจไม่ออกได้ไหม?
คุณรู้ไหมที่หัวใจเต้นโครมครามนั้นเป็นอย่างไร?
คุณคงจะตอบไม่ได้  ถ้าคุณไม่เคยมีรักแรก
รักแรก....
เป็นความรักที่แปลก  ...และเป็นความรักที่มักจบลงด้วยน้ำตา
เป็นความทรงจำที่แฝงตัวในกลอนฝากรักแบบเด็กๆ ไร้เดียงสา
เป็นความชื่นใจเพียงแค่ชั่วแวบนึงที่ได้เห็นหน้า
เป็นความเปิ่นที่คุณอาจอมยิ้มเมื่อนึกถึง

รักแรกสอนหัวใจให้รู้จักรักเป็น เจ็บเป็น ช้ำเป็น
หลายคนฝังใจกับรักแรกและไม่สามารถลืมได้

เพราะมันเป็นรักฝังใจไปเสียแล้ว
พิษสงของรักแรกนั้นช่างอ่อนหวานและเจ็บปวด
Benjamin Dirsraeli ถึงกับรำพันว่า

"The magic of first love is our ignorance that it can never end"
(มายาของรักแรกนั้นเห็นจะเป็นความเขลาของเราที่เชื่อว่ารักแรกจะไม่มีวันจบสิ้น)
แต่ไม่ว่ารักแรกของคุณจะลงเอยอย่างไร อย่างน้อยที่สุด
หัวใจของคุณก็ได้เรียนรู้แล้วว่า

การเห็นคนๆ หนึ่งสำคัญเท่าตัวเรา
ทำให้เรากลายเป็นคนที่คิดถึงคนอื่นมากกว่าตัวเองได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว
คำเตือน:อย่าฝังตัวเองไว้กับอดีตที่คุณไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้
คุณไม่ได้เกิดมาเพื่อเจ็บช้ำกับความรักเพียงอย่างเดียว
ความสุขเพราะรักนั้นจะเกิดขึ้นได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่า

คุณจะไขว่ขว้ามันไว้หรือเปล่า...........!!!?


*มุมมองความรัก*  (มุมที่2 * *: ห า ก คุ ณ  รั ก ใ ค ร สั ก ค น ก็ บ อ ก เ ข า ไป )

"...if you love some somebody, Tell them..."
หากคุณรักใครสักคน ก็บอกเขาไปเสียเถอะ คุณว่าจริงไหม?
เวลาที่คุณมีความรู้สึก"พิเศษ"กับใครคนหนึ่ง
คุณมักจะรู้สึกอิ่มเอมอยู่ในใจเสมอเมื่อได้คุยหรือเพียงเห็นหน้าคนๆนั้น
แต่หลายคนก็ได้แต่เก็บความรู้สึกนี้เอาไว้

ไม่กล้าบอกออกไปด้วยความ"อายหรือกลัว"
บางคนกลัวว่า ถ้าบอกความรู้สึกนั้นไปแล้ว"เขา"อาจจะเปลี่ยนไป
สู้เป็นเพื่อนกันยังดีกว่า
เพราะอย่างน้อย"เขา"ก็ยังคงปฏิบัติกับเราเหมือนเดิม
อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า คุณพอใจจะเป็นฝ่ายรักเขาอยู่เงียบๆ ข้างเดียว
หรือต้องการให้เขามองกลับมาหาคุณบ้างหรือเปล่า
แต่มีสิ่งหนึ่งที่อยากให้คุณจำไว้นั่นคือ

"เพลงนั้นจะไม่ใช่เพลงจนกว่าคุณจะร้องเพลงนั้นออกไป"
ระฆังก็จะไม่ใช่ระฆังจนกว่าคุณจะตีมันให้ดังกังวานออกมา
ความรักก็เช่นกัน คุณไม่อาจพูดได้ว่า สิ่งที่อยู่ในใจคุณนั้นคือความรัก
จนกว่าคุณจะได้ให้ความรักของคุณแก่ใครสักคนโดยการบอกรักเขา
ถ้าคุณรักเขาแล้ว ถึงจะไม่กล้าบอก

ก็จงแสดงออกมาเถอะว่า "คุณรัก คุณห่วงใย"
อย่าได้เก็บความรักเหล่านั้นไว้ชื่นชมคนเดียวเลย


 
*มุมมองความรัก*  (มุมที่3* * : เ งื่ อ น ไ ข แ ล ะ ค ว า ม ค า ด ห วั ง)

"ทำไมถึงรักเขา" คุณเคยถามตัวเองไหม?
แล้วคุณหาคำตอบให้ตัวเองได้ไหม?
ถ้าคุณตอบว่า "ได้ ที่ฉันรักเขาก็เพราะเขา perfect ออกปานนั้น"
รู้ไว้ด้วยว่า คุณกำลังสร้างเงื่อนไขให้กับความรักของคุณ
การสร้างเงื่อนไขก็คือการสร้าง"ถ้า"ขึ้นมากำกับความรักของคุณ
เช่น - ถ้าเขา perfect ฉันจะรักเขา   - ถ้าเขาเรียนเก่ง

ฉันจะรักเขา.....  - ถ้าเขาเข้าใจฉัน
ฉันจะรักเขา.....  - ถ้าเขาน่ารัก ฉันจะรักเขา
 ฯลฯ
เช่นนี้แล้ว  .....ความรักของคุณก็จะเต็มไปด้วยเงื่อนไข
ซึ่งเงื่อนไขเหล่านั้นก็เป็นสิ่งไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงได้ตลอด

ถ้าเงื่อนไขเหล่านี้เปลี่ยนไป
คุณจะยังรักเขาอยู่ไหม

ความรักเป็นสิ่งที่อยู่เหนือเหตุผล ตรรกะ
หรือเงื่อนไขใดๆในตัวของมันเอง

ความรักเป็นสิ่งที่สมบูรณ์ในตัวของมันเอง
การกำหนดพันธะมากมายให้ความรัก

จะกลายเป็นสิ่งกีดขวางความจริงใจที่คุณจะแสดงออกมา
ความรัก นอกจากจะไม่มีเงื่อนไขแล้ว

ก็ไม่ควรมีความคาดหวังด้วยเช่นกัน
เพราะความคาดหวังก็เป็นการสร้างเงื่อนไขอย่างหนึ่ง
เรามักคาดหวังให้คนที่เรารักมีคุณสมบัติตามที่เราต้องการ
เรามักมีความคาดหวังให้เขาดีพร้อมสำหรับเราเสมอ

แต่เราอาจลืมไปว่า ...ในขณะที่เราคาดหวังว่าคนที่เรารักจะต้องเป็นอย่างที่ถูกใจเรา
แต่เราก็อาจจะเป็น Mr. หรือ miss 100% right ของคนๆ นั้นเสมอไป
เราลืมไปว่า ... คนๆ นั้นก็คาดหวังต่อเราเช่นกัน ทั้งเงื่อนไขและความคาดหวังต่างๆ..........

March 25

ร่างกฎหมายของผู้ชายและผู้หญิง


กฏหมายฉบับที่ต้องรู้ไว้ โดยเฉพาะ ช.
ร่าง
กฎหมายว่าด้วยการอยู่ร่วมกันระหว่างหญิงและชาย

มาตรา 1 กฎหมายนี้เรียกว่า "กฎหมายว่าด้วยการอยู่ร่วมกันระหว่างหญิงและชาย"

มาตรา 2 กฎข้อบังคับใดๆ ในกฎหมายนี้ ท่านว่าให้มีผลย้อนหลัง  และเดินหน้าบังคับได้ถึงทุกกรณี
ไม่ว่าจะในอดีตปัจจุบัน หรือในอนาคต  ไม่ว่าจะในหรือนอกราชอาณาจักร ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า

มาตรา 3 ในกฎหมายนี้
"ท่าน" หมายถึง "ผู้หญิง"
"ท่านว่า" ก็หมายถึง ผู้หญิงว่าอะดิ
"หญิง" หมายถึง ผู้ที่พึงได้รับความเคารพสักการะจากชายอย่างถึงที่สุด ชายใดจะละเมิดมิได้
"ชาย" หมายถึง ผู้ที่ต้องเคารพสักการะคนข้างบน
"สัญญา" หมายถึง ข้อตกลงที่ชายและหญิงตกลงกัน ซึ่งหญิงเปลี่ยนแปลงข้อตกลงใดๆก็ได้ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าอย่างเดียวกับบัตรเครดิต
"การคบหา" หมายถึง การที่หญิง "คบ" แล้วคอยให้ชายตาม "หา"
"การแต่งงาน" หมายถึง การหาเรื่องใส่ตัวซะแล้ว
"การหมั้น" หมายถึง การเตรียมหาเรื่องใส่ตัวน่ะซิ
"สินสอด" หมายถึง ค่าโง่
"ชู้" หมายถึง ผู้ช่วยสามี
"เหตุผล" หมายถึง สิ่งที่ชายต้องเข้าใจ ไม่ว่าจะเข้าใจหรือไม่  และหญิงอาจจะไม่เข้าใจก็ได้ แม้ว่าจะเข้าใจก็ตาม
"นอกใจ" หมายถึง ความตายของชาย ความอับอายของหญิง

 
มาตรา 4 ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกัน  ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ชายเป็นฝ่ายผิด หญิงเป็นฝ่ายถูกเสมอ

มาตรา 5 ในกรณีที่เกิดปัญหาหรือข้อสงสัย ให้ย้อนกลับไปดูมาตรา 4
 
มาตรา 6 ถ้าการคบหาก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายใดๆ ให้พึงสันนิฐานว่า ชายต้องจ่าย อเมริกันแชร์ ท่านว่าเป็นเรื่องหยาบคายมาก หากเริ่มคบหากัน
 
มาตรา 7 ในการตัดสินใจเรื่องใดเกี่ยวกับการคบหาก็ดี ให้ถือเสียงข้างมากเป็นหลัก แต่ให้หญิงมีสิทธิสามารถออกเสียงได้สองครั้ง
การตัดสินใจที่ว่านั้น หญิงจะถอนเสียเมื่อไหร่ก็ได้
 
มาตรา 8 การผิดนัด การสาย การผิดเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาใดๆ ที่ชายเป็นฝ่ายทำ ท่านว่าอาจเรียกเบี้ยปรับได้
โดยให้หญิงเป็นผู้กำหนดเบี้ยปรับนั้น  การเรียกเบี้ยปรับไม่ทำให้ความผิดและโทษนั้นสิ้นผลหรือลดน้อยถอยลงแต่ประการใด 
และชายยังคงผูกพันปฏิบัติตามสัญญานั้นอยู่ต่อไปด้วยการผิดนัด  การสาย
     การผิดเงื่อนไขตามวรรคแรก เป็นความผิดของฝ่ายหญิง ให้กล่าวคำว่า "ขอโทษ" และให้เลิกแล้วกันไป
 
มาตรา 9 โทษที่หญิงอาจลงต่อชายได้ หากไม่ปฏิบัติตามสัญญา มี 5 ประการ คือ
1.งอน
2.ไม่พูดด้วย
3.ไม่ให้เข้าบ้าน
4.ไม่ยอมรับฟังคำแก้ตัว 
5.ไม่รู้ไม่ชี้
 
มาตรา 10 โทษที่ชายอาจลงต่อหญิงได้ หากไม่ปฏิบัติตามสัญญา  (ถูกยกเลิกไปแล้วทั้งมาตรา โดยไม่ต้องแจ้งเหตุผล)
 
มาตรา 11 มาตรา 10 หายไปไหน
 
มาตรา 12 ดูเหตุผลใน มาตรา 3 มาตรา 4 และมาตรา 5  ดีๆ ซิจ๊ะ

มาตรา 13 การทำร้ายหญิงไม่ว่าจะโดยทางร่างกายหรือทางจิตใจ  รวมทั้งการขัดใจใดๆ ก็ดี เป็นโทษมหันต์  แม้จะล่ารายชื่อมาห้าหมื่นชื่อ ก็ไม่อาจเป็นเหตุให้นิรโทษกรรมได้  
 
ยกร่างโดย : ผู้ชาย ภายใต้ความยินยอมและการบีบบังคับโดย : ผู้หญิง

 
-----------------------------------------------------------------------
กฏหมายอีกฉบับที่ต้องรู้ไว้ โดยเฉพาะ ญ.

-----------------------------------------------------------------------
ประมวลกฎหมายหัวใจฉบับที่ 555 บังคับใช้ ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2546 – 2550

มาตรา 1 ประมวลกฎหมายนี้บังคับใช้กับหญิงสาวทั่วราชอาณาจักร

มาตรา 2 หญิงใดกระทำการอันเป็นการไม่ทะนุถนอมความรักของข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าได้มอบให้หญิงคนนั้น ต้องระวางโทษหอมแก้มไม่เกิน 3 ที
และจูบไม่เกิน 2 ที  หรือทั้งหอมทั้งจูบ

มาตรา 3 หญิงใดมีข้าพเจ้าเป็นแฟนแล้วยังไปลักลอบมีกิ๊ก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 พันบาท

มาตรา 4 หญิงใดทำให้ข้าพเจ้าอกหัก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี  หรือปรับไม่เกิน 9 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
 
มาตรา 5 หากมีกฎหมายฉบับใหม่ออกมาแล้วขัดต่อกฎหมายเก่าให้ถือเอากฎหมายใหม่เป็นหลัก
 
มาตรา 6 หญิงใดที่ข้าพเจ้าได้ไปขอเบอร์แล้วหญิงนั้นไม่ยอมบอกเบอร์โทรต้องระวางโทษหอมแก้ม 5 ที
 
มาตรา 7 หญิงใดน่ารักมากๆ  อันเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าหวั่นไหวหรือตกหลุมรัก  ต้องระวางโทษเป็นแฟนกับข้าพเจ้าอย่างน้อย 5 วัน
 
มาตรา 8 หญิงใดอ่านประมวลกฎหมายนี้แล้วหัวเราะหรือแอบขำ  ต้องระวางโทษโดยมอบหัวใจมาให้ข้าพเจ้าดูแล 
หากไม่มอบหัวใจให้ข้าพเจ้าจะต้องระวางโทษถูกยิงศรรักปักหัวใจหญิงนั้น
 
มาตรา 9 หากหญิงใดอ่านประมวลกฎหมายนี้แล้วไม่ขำหรือไม่หัวเราะ ต้องระวางโทษเหมือนกับ มาตรา 8
 
^-^  เหอๆ ถ้ามีร่างกฎหมายแบบนี้ออกมาจริงๆ ล่ะก้อ  คงจะเป็นที่โจษจันน่าดูนิ  คิก คิก
March 07

คนรัก

หนังสือเล่มหนึ่งเคยถามฉันว่า..
 
"คนที่เข้าใจในตัวคุณมากที่สุด คุณอยากให้เป็นประมาณไหน?"
 

ฉันคงตอบว่า...
"แค่รับความเลวของเราได้มากกว่าใคร  และพร้อมจะอยู่เคียงข้างเราเสมอ ก็เพียงพอแล้ว"
ฉันเองก็มีข้อเสียเยอะ รู้ตัวบ้าง....ไม่รู้ตัวบ้าง 
แต่มันจะดีสักแค่ไหน ถ้ามีใครสักคนที่  "รับความเลว"  ของคุณได้
 
บางคนคาดหวังไว้ว่าคนที่จะคบ ต้องดีอย่างนู้นอย่างนี้
คงไม่มีใครคิดไว้เลยว่า.....  จะต้องกินเหล้า เจ้าชู้ พูดจากวนประสาท
แต่พอเจอคนนั้นจริงๆ   คนที่คิดว่า "ใช่"  กลับไม่ได้เป็นเหมือนที่วาดเอาไว้
เพราะ "ความรัก" มันกำหนดไม่ได้ว่าจะให้รักคนนี้  ไม่รักคนนั้น 
ที่กำหนดได้มันคือ "ความชอบ" มากกว่า
 
** แต่ที่สำคัญ คือ 
ถ้าเค้าสามารถรับความเลวของคุณได้ด้วยเหมือนกันล่ะ ....มันจะเจ๋งขนาดไหน

แล้วคนที่คุณกำลังคบอยู่ตอนนี้ล่ะ เป็นเหมือนที่คุณวาดไว้รึปล่าว  
ถ้าเป็น.......คุณก้อควรบอกเค้านะว่าเค้าน่ะ เป็น ญ. / ช. ในฝันของคุณเลย
แต่ถ้าไม่ใช่... คุณก้อควรบอกให้เค้ารู้ว่า.. ไม่ว่าเค้าจะดีหรือเลว 
จะต่างจากที่คุณฝันไว้แค่ไหน   แต่คุณก็ยัง "รัก" เค้า
 
          


February 15

เรื่องจริงผ่านจอ (คอมฯ)

ซึ้งมากๆๆ
"อย่าหนีนะ ไอ้เด็กขี้ขโมย"
เสียงผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนลั่นพร้อมกับมีเด็กคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งวิ่งผ่านฉันกับแม่ที่กำลังซื้อเนื้อหมูในตลาดไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งแม่และฉันหันไปดูทันเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นแค่แวบเดียว
แม่ถามฉันว่า "อ้าว... นั่นป้าร้านขายของไม่ใช่เหรอ"
"ใช่จ้ะแม่ แกวิ่งไล่ใครกันละ"

ป้าคนนั้นชื่อว่า 'ป้าหนอม'เป็นแม่ค้าขายของชำสารพัดอย่างในตัวตลาดในอำเภอที่ฉันอยู่
มีฐานะจัดว่าดีกว่าแม่ค้าคนอื่นๆ ในละแวกเดียวกันและเป็นที่รู้จักกันว่าแกเป็นคนที่ขี้เหนียวอย่างร้ายกาจแถมปากจัดที่สุดในตลาดอีกด้วย
 ใครต่อราคาของมากเกินไป หรือถามราคาแล้วไม่ซื้อ  .....ป้าแกจะโวยวายชนิดต้องรีบเผ่นออกจากร้านแทบไม่ทันทีเดียว

เสียงเอะอะดังมากขึ้น ฉันหันไปมองป้าหนอมจับข้อมือเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ12-13 ขวบ ไล่เลี่ยกับฉันซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่ และป้าแกกำลังจะลงไม้ลงมือ
แม่จึงเดินเข้าไปถาม "พี่หนอม มีไรหรอคะ"
"ก็ไอ้เด็กเวรนี่นะสิ มันมา ทำทีขอซื้อยาแก้ปวดกับยาธาตุ พอฉันหยิบส่งให้มันก็วิ่งหนีมาเลย เงินก็ไม่จ่าย"
พูดจบป้าหนอมก็ตบหัวเด็กคนนั้นอย่างแรงหนึ่งทีและคงจะมีตามมาอีกหลายทีแน่ถ้าแม่ฉันไม่ห้ามไว้

"ตายแล้วพี่หนอม อย่าถึงกับลงไม้ลงมือกันเลยนะ แล้วนี่จะทำไงต่อ" แม่รีบตัดบทเพราะเห็นว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่
"เรียกตำรวจมาเอามันไปเข้าคุกนะสิ เสียนิสัย พ่อแม่ไม่สั่งสอนยังเด็กตัวแค่นี้ก็ริจะเป็นขโมยซะแล้ว ต่อไปก็คงต้องปล้นเขากินหละ"

ฉันสะกิดแม่ทันทีพร้อมกับมองพลางส่ายหัวน้อยๆ ทำนองว่าอย่าไปยุ่งดีกว่า
แม่มองฉันแล้วมองเด็กคนนั้น ซึ่งท่าทางเหมือนกำลังจะร้องไห้
แม่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปพูดกับป้าหนอมว่า
"อย่าให้ถึงอย่างนั้นเลยนะพี่หนอม เด็กมันคงอยากซื้อยาแต่ไม่มีเงินนะเอาเป็นว่าฉันจ่ายให้ละกันนะ กี่บาทกันละ"
ในที่สุดเรื่องก็จบลง โดยการที่แม่ยอมจ่ายเงินค่ายาแก้ปวดกับยาธาตุ

แล้วแม่ก็จูงเด็กคนนั้นออกมาจากตลาด แต่ป้าหนอมยังไม่วายเตือนแม่ "ใจดีกับเด็กขี้โขมยแบบนี้ ระวังจะเสียใจทีหลังนะเธอ"
แม่ไม่ได้ตอบอะไร แต่พอเดินห่าง จากร้านพอสมควรแล้วก็ถามว่า "ทำไมหนูขโมยของป้าเขาละ"
เด็กคนนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองแม่ แล้วตอบสะอึกสะอื้นว่า  "แม่ผมปวดท้องมากเลยครับ แล้วแม่ก็ไม่มีเงินไปหาหมอ ผมก็เลยต้อง..."

แม่มองหน้าเด็กคนนั้นอยู่ครู่หนึ่งแล้วยื่นผลไม้ที่ซื้อมาให้เด็กคนนั้นถุงหนึ่ง แล้วบอกว่า
"ทีหลังอย่าโขมยของใครนะ ถ้าไม่มีเงินมาขอเงินน้าไปซื้อก็ได้นะน้าชื่อสมพรเปิดร้านเย็บผ้าอยู่ใกล้ๆ นี่เอง ถามคนแถวนี้ก็ได้รู้จักน้าแทบทุกคนเลยแหละ
เอ้า...เอา ส้มไป ฝากคุณแม่ซิคนป่วยนะต้องกินผลไม้มากๆ จะได้หายไวๆ รู้มั้ย"

แม่เสริมพร้อมกับยิ้ม เด็กคนนั้นอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะรับส้มพร้อมกับพูดขอบคุณแม่แล้วเดินจากไป
หลังจากนั้นพอกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ถามแม่ทันที "ทำไมแม่ต้องช่วยเด็กคนนันด้วยละ รู้จักกันหรอจ้ะ"
แม่ยิ้ม แล้วตอบฉันว่า  "ไม่รู้จักหรอก แต่แม่เห็นเด็กคนนั้นรับจ้างหาบขนมขายอยู่แถวบ้านเราน่ะลูกแต่แกคงจำแม่ไม่ได้หรอก แม่ซื้อขนมแกอยู่ไม่กี่ครั้งเอง"
"แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องช่วยเหลือเขาถ้าเขาเป็นขโมยนี่แม่" ฉันถามต่อ
แม่มองหน้าฉันแล้วพูดว่า
"แม่เชื่อว่าเด็กที่เคยหาเงินด้วยตัวเองมาก่อนตั้งแต่อายุเท่าๆ กับลูก..จะต้องเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบรู้คุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์ว่ากว่าจะได้มามันเหนื่อยยากขนาดไหนและคนที่มีความรับผิดชอบนะ ....จะไม่มีทางขโมยของใครนอกจากจะจำเป็นจริงๆ เมื่อเขาไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วเท่านั้น"

ฉันฟังแล้วก็ถามแม่ต่อว่า "แล้วต่อไปถ้าเขามาขอเงินแม่ไปซื้อยาอีก แม่จะให้เขารึเปล่า"
"ให้สิลูกถ้ามันไม่มากไม่มายอะไร"
"แล้วแม่ไม่เสียดายเงินหรอ บ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนบ้านป้าหนอมเขานะแม่"
"ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนัก แต่การที่ได้ช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากน่ะมันทำให้แม่มีความสุข แล้วยังได้บุญอีกด้วยนะ แค่นี้แม่ก็พอใจแล้วไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก"

แล้วแม่ก็พูดต่ออีกว่า
"จำไว้นะลูก คนเรานะ ต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคนอื่นแก้ตัวเสมออย่างเด็กคนนั้น..แม่มั่นใจว่าแกทำไปเพราะรักคุณแม่ของแกจริงๆแม่ถึงช่วยแกเอาไว้"

แล้วแม่ก็พูดต่อว่า
"ลูกอาจจะบอกว่าขโมยเป็นสิ่งที่ผิด ใช่...แม่ไม่เถียงแต่บางครั้งคนเราก็ต้องมองด้านอื่นๆ บ้าง อย่าคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทองตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ
แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ"

หลังจากนั้น ฉันกับแม่ก็หันไปคุยเรื่องอื่นๆ กันต่อฉันเองไม่เคยคิดเรื่องนี้อีกเลย จนเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้ง
ทั้งน้ำตาว่า
คำพูดของแม่ในครั้งนี้ถูกต้องที่สุดจริงๆ

หลังจากนั้นฉันเรียนจบระดับปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฏแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด
แล้วฉันก็ได้งานทำในโรงงานแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดนั้นเอง เงินเดือนก็พอประมาณสามารถเลี้ยงดูแม่ได้โดยไม่ขัดสนนัก
ฉันก็เลยขอร้องให้แม่หยุดรับจ้างเย็บผ้าเพราะอยากให้แม่พักผ่อนบ้างหลังจากทำงานหนักมาเกือบ 20 ปีเพื่อส่งฉันเรียน
แม่ยอมปิดร้าน แต่ก็ยังรับงานเล็ก ๆ น้อยๆ ของเพื่อนบ้านมาทำบ้างโดยไม่คิดเงิน
แม่บอกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกเบื่อ ฉันก็เลยต้องยอมตามใจแม่

ฉันทำงานอยู่ประมาณ 2-3 ปี แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบาย
เริ่มจากปวดหัวบ่อยขึ้นช่วงแรกๆ ไม่กี่วันก็หาย หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นนานขึ้นเรื่อยๆ
ฉันบอกให้แม่ไปหาหมอ แล้วฉันก็พาแม่ไปหาหมอในเมือง
 หมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมากแค่ทำงานหนักมากเกินไป หมอให้ยามาชุดหนึ่งพร้อมกำชับให้พักผ่อนมากๆ จะได้หายเร็วๆ

หลังจากกินยาตามที่หมอสั่ง อาการปวดหัวของแม่ก็หายไป ฉันเริ่มสบายใจขึ้น
แต่หลังจากไปหาหมอได้ประมาณหนึ่งเดือน แม่ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีกคราวนี้เป็นหนักมากกว่าครั้งที่แล้ว
 ยาที่เคยกินแล้วได้ผลมาก่อนก็ไม่ได้ผลเลยฉันกังวลใจมาก พอถามหมอ หมอก็บอกว่าต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ
เพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่าโรงพยาบาลต่างจังหวัด

หลังจากนั้นฉันรีบพาแม่ไปกรุงเทพฯ ทันที ไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง
หลังจากหมอตรวจแล้วบอกว่ามีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดโดยด่วนหากปล่อยทิ้งไว้อาจไปทับเส้นประสาททำให้เป็นอัมพาตได้
หรือถ้าผ่าตัดไม่ทันก็อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต
ฉันตกใจมากขอให้หมอผ่าตัดให้ทันที...แต่หมอบอกว่าโรงพยาบาลที่มีหมอผ่าตัดสมองที่มีความพร้อมที่จะผ่าตัดเนื้องอกในสมองเป็นอีกโรงพยาบาลหนึ่ง
ซึ่งมีชื่อเสียงมากกว่า ดังนั้น  หมอจึงต้องส่งตัวคนไข้ไปยังโรงพยาบาลนั้นฉันก็ตกลง

หลังจากถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลดังกล่าวแล้ว แม่ก็ถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดทันที ขณะที่ฉันรออย่างกังวลใจอยู่ด้านนอก
ทั้งเรื่องอาการป่วยของแม่และจากคำพูดของหมอที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนส่งตัวแม่มาที่โรงพยาบาลแห่งนี้หมอบอกให้ทำใจไว้บ้าง
 เพราะการผ่าตัดสมองเป็นการผ่าตัดที่เสี่ยงมากโอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตมีมาก แม้การผ่าตัดจะประสบความสำเร็จก็ตามอีกเรื่อง
ก็คือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสมองค่อนข้างสูง เป็นหลักแสนบาทเมื่อรวมกับค่ายา ระหว่างพักฟื้น คิดแล้วน่าจะต้องใช้เงินราวๆ ห้าแสนบาท

ฉันได้ยินแล้วแทบลมจับ ฉันจะไปหาเงินห้าแสนบาทมาจากไหน  ลำพังเงินเก็บของฉันกับแม่ยังมีไม่ถึงห้าหมื่นบาทเลย
แต่ยังไงฉันก็ต้องรักษาแม่ให้หาย ส่วนเรื่องเงินไว้คิดทีหลัง

หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นลง เป็นโชคดีของแม่ที่การผ่าตัดประสบผลสำเร็จและไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ
ทางโรงพยาบาลบอกให้พักฟื้นประมาณหนึ่งเดือนก็สามารถไปพักฟื้นที่บ้านได้ทางโรงพยาบาลแจ้งรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้ฉัน
ปรากฎว่าเป็นเงินจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาท เป็นค่าติดต่อประสานงานเท่านั้น

ฉันแปลกใจมาก จึงสอบถามกับนางพยาบาล
นางพยาบาลบอกว่าคุณหมอที่เป็นคนผ่าตัดและเป็นเจ้าของไข้บอกไม่ให้คิดเงินกับฉันและแม่โดยที่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ทราบสาเหตุ
ฉันจึงขอพบคุณหมอคนนั้นเพื่อขอบคุณ
นางพยาบาลบอกว่าหลังจากเสร็จคุณหมอก็ถูกส่งตัวไปต่างประเทศทันทีเพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผ่าตัดสมองที่อเมริกา
แต่คุณหมอได้ฝากจดหมายไว้ให้ฉันกับแม่โดยกำชับกับทางโรงพยาบาลให้ฝากให้ฉันพร้อมกับใบเสร็จค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของทางโรงพยาบาลในวันที่แม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้

เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันกับแม่ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้นเมื่ออ่านจบทั้งฉันและแม่ก็ร้องไห้ออกมาพร้อมกัน เนื้อความในจดหมายมีดังนี้
'ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา ทองวิจิตร แพทย์ผู้ผ่าตัด นางสมพร ภู่จันทร์ 
ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมดดังนี้
ค่าผ่าตัด 0 บาท
ค่ายาทั้งหมด 0 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่นที่เหลือ 0 บาท
รวมเป็นเงินทั้งหมด 0 บาท

ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้ว เมื่อยี่สิบปีก่อน..... ด้วยยาแก้ปวด ยาธาตุ  ส้มหนึ่งถุง
ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆ นะครับคุณน้า
นายแพทย์เดชา ทองวิจิตร
'
February 02

แล้วคุณเป็นอะไรล่ะ

 
โต๊ะกับเก้าอี้..

โต๊ะกับเก้าอี้ ก็คือ เฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งในบ้านที่แทบจะทุกบ้านต้องมี
แต่ละบ้านก็จะมีโต๊ะและเก้าอี้แต่ละแบบไม่เหมือนกัน แตกต่างกันตามการใช้งานและฐานะของผู้เป็นเจ้าของ
โต๊ะกับเก้าอี้นั้นเป็นของคู่กันที่ไม่จำเป็นต้องใช้คู่กันในทุกครั้ง
 
บางทีเราอาจแค่ต้องการนั่งบนเก้าอี้และบางทีเราก็อาจแค่ต้องการโต๊ะไว้วางของเพียงอย่างเดียว
แต่...ถ้ามันอยู่ด้วยกันก็จะดูสมบูรณ์แบบได้มากกว่า และประโยชน์ใช้สอยมันก็จะมากกว่าด้วย
เหมือนกับผู้หญิงกับผู้ชายที่เป็นของคู่กัน ....อย่างไรอย่างนั้น
 
มีเพื่อนคนหนึ่งถามฉันต่อว่า “ แล้วตกลงผู้หญิงหรือผู้ชาย ใครกันที่เป็นโต๊ะ ใครกันที่เป็นเก้าอี้ ”
ฉันตอบไปว่า “ โต๊ะน่าจะเป็นผู้ชาย และเก้าอี้น่าจะเป็นผู้หญิง เพราะโต๊ะสามารถมีเก้าอี้ ได้มากกว่าหนึ่ง
แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่เก้าอี้ริจะมีโต๊ะมากกว่าหนึ่งจะดูไม่งามและสังคมจะรุมประนามทันที ” (ฮา)
 
แล้วเพื่อนคนเดิมมันก็ถามต่ออีกว่า  “ ก็แล้วจะมีโต๊ะสักกี่ตัวในโลกนี้ ที่มันอยากจะมีเก้าอี้แค่เพียงตัวเดียว ”
ฉันก็เลยตอบมันไปว่า  “ก็โต๊ะเขียนหนังสือไงแก... แกเคยเห็นใครวางเก้าอี้ไว้ที่โต๊ะเขียนหนังสือมากกว่าหนึ่งตัวกันบ้าง
 ไม่เหมือนโต๊ะกินข้าวกับโต๊ะรับแขก พวกนี้เจ้าชู้ มีเก้าอี้ตั้งเยอะ บางบ้านก็ 4 ตัว บางบ้านก็ 6 ตัวหรืออาจมากกว่า ”
“ อ๊ะ..แต่โต๊ะเครื่องแป้งเค้าก็รักเดียวใจเดียวเหมือนกันนะ..มีเก้าอี้ตัวเดียวเหมือนกัน ” มันเสริมให้
“ เออ..จริงว่ะ ”
“ อาจเป็นเรื่องของขนาดก็ได้มั้งแก..
ก็โต๊ะกินข้าวน่ะมันมีขนาดใหญ่ มันก็เลยต้องการเก้าอี้มากๆ เพื่อมาเสริมบารมี เหมือนคนรวยๆชอบมีอีหนูเยอะๆไว้ประดับบารมี
ส่วนโต๊ะเขียนหนังสือ โต๊ะเครื่องแป้งน่ะ ขนาดมันไม่ใหญ่ เหมือนคนฐานะปานกลางไปจนถึงยากจน จะมีเมียมากกว่าหนึ่งก็เลี้ยงไม่ไหว ”
มันอธิบายเสียยืดยาว แล้วฉันก็ฮาอีก
ในความช่างคิดของทั้งมันและฉัน มานั่งนึกแล้วก็อดขำไม่ได้ ในความเหมือนโดยบังเอิญระหว่างโต๊ะกับเก้าอี้ และความสัมพันธ์ระหว่างหญิงกับชาย
 
มาพูดถึงเก้าอี้กันบ้าง เพื่อนมันถามฉันต่อว่า
“ แล้วแกว่าเก้าอี้แบบไหนในโลกวะ ที่มันจะชอบมีโต๊ะมากกว่าหนึ่ง ” มันเล่นเอาฉันคิดนานอยู่เหมือนกัน
“ ก็เก้าอี้ล้อเลื่อนไงวะ พวกนี้ชอบเลื่อนไปโต๊ะโน้น ย้ายมาโต๊ะนี้ เปลี่ยนโต๊ะอยู่เรื่อย ”
คราวนี้เปลี่ยนมาเป็นมันบ้างที่ขำ “เค้าเรียกมีรักสำรองเผื่อเลือกใช่ไหมแบบนี้ ”
มันว่า..คงยุ่งน่าดูถ้าเก้าอี้ล้อเลื่อนมาเจอกับโต๊ะกินข้าว
เราก็เลยไม่เคยเห็นใครเอาเก้าอี้ล้อเลื่อนมาตั้งกับโต๊ะกินข้าวเลยสักที
 
มันก็คงเหมือนการที่แม่เหล็กขั้วเดียวกันมันจะผลักกันนั่นแหละ
เราเลยไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่นัก ที่ผู้หญิงไวไฟจะมาจับคู่กับผู้ชายเจ้าชู้
โดยมากถ้าอีกฝ่ายเจ้าชู้ อีกฝ่ายจะสงบสยบอยู่เสียมากกว่ามันถึงจะอยู่ด้วยกันได้ ไปด้วยกันรอด
ในความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน ฉันว่าเราไม่จำเป็นต้องเป็นโต๊ะกับเก้าอี้ที่สวยหรูงดงามมากมายอะไรนัก
แค่พอดูได้ ใช้งานได้ มันก็ไม่น่าเกลียดอะไรแล้วล่ะ
เอาแค่แบบโต๊ะเขียนหนังสือ มีโต๊ะหนึ่งเก้าอี้หนึ่ง นั่งแล้วรู้สึกสบาย ถ้าเหนื่อยนักก็ฟุบหน้าหลับตาพักได้
หรือถ้าจะสวยงามก็ขอให้มันดูสวยงามแค่อย่างโต๊ะเครื่องแป้ง ที่ดูดีสวยงาม
เพราะหมั่นดูแลกันและกัน เป็นกระจกคอยสะท้อนซึ่งกันและกัน อยู่ร่วมกันโต๊ะหนึ่งเก้าอี้หนึ่งอย่างเข้าใจ
อย่าให้ต้องเป็นเหมือนโต๊ะกินข้าว ที่ยิ่งใหญ่ร่ำรวย แต่ก็ไม่สามารถดูแลเก้าอี้ที่มีได้อย่างทั่วถึง
 กว่าจะแบ่งความห่วงใยมาใส่ใจแต่ละที ก็คงต้องรอจนเหงาเฉาตายกันไปเสียก่อน
หรือไม่จำเป็นต้องสวยงามหรือหรูหรา ถึงขนาดโต๊ะรับแขก ที่มีเอาไว้แค่เพียงอวดชาวบ้านที่ผ่านไปผ่านมา ใครเห็นใครพบก็สบายใจ
 แต่เก้าอี้(โชฟา)นี่สิช้ำ ต้องโดนโถมโดนทับไม่รู้จักเท่าไหร่ เพราะใครๆ ก็พากันแวะ
ถ้าจะมีความรัก.....ฉันอยากรักแบบโต๊ะเขียนหนังสือ หรือโต๊ะเครื่องแป้งก็พอ ไม่ยิ่งใหญ่ ไม่หรูหรา
 แต่อบอุ่นพอให้บ้านน่าอยู่อาศัย ฉันว่าถ้าแท้จริงแล้วคนเราวัดคุณค่ากันจากภายในจิตใจ
โต๊ะกับเก้าอี้ก็คงไม่ต่าง ตรงที่เราวัดคุณค่ามันจากประโยชน์ใช้สอยมากกว่ารูปลักษณ์ภายนอก
 บางทีเก้าอี้อาจขาหักขาโยกไปบ้างนะ ถ้าตั้งเองไม่ได้ก็ไม่เป็นไร อาศัยพิงโต๊ะเอาก็ได้ ก็ไหนๆเราก็คู่กันอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ
หรือบางที โต๊ะอาจสึกมีรอยบิ่นรอยขีดข่วนไปบ้างก็ไม่เป็นไรหรอกนะ เพราะเก้าอี้เค้าจะคอยบดบังให้เอง
 
 ความจริงแล้ว คนเรารักกันมันไม่ต้องการองค์ประกอบอะไรที่มากมายเลย แค่หมั่นเติมเต็มซึ่งกันและกันก็พอแล้ว
เพราะโต๊ะกับเก้าอี้ที่ไม่เข้าชุดกัน เมื่อจับมาวางคู่กัน ประโยชน์ใช้สอยมันก็ไม่ได้ลดน้อยลงไป
แค่ความสวยงามมัน(อาจจะ)ลดน้อยลงไปเท่านั้นเอง
แล้วบ้านของคุณเองล่ะอยากให้มีโต๊ะกับเก้าอี้แบบไหนเคยคิดเอาไว้บ้างหรือเปล่า.

....... อับราฮัม ลินคอร์น เคยกล่าวไว้ว่า
 “ คนเราจะมีความสุขได้เสมอทุกเมื่อถ้าตั้งใจจะให้ตนเองมีความสุข
 
ในความเป็นจริงเราไม่สามารถเลือกได้ดังใจเราทุกอย่าง
ถ้าคุณเป็นเก้าอี้ คุณไม่มีทางรู้ได้ในทั้งหมดทุกส่วนว่าโต๊ะของคุณเขาจะเป็นอย่างไร คุณอาจไม่จำเป็นที่จะต้องชอบในทั้งหมดของโต๊ะของคุณ
และถ้าคุณเองเป็นโต๊ะ คุณก็คงไม่มีทางที่จะพอใจในทุกส่วนที่เก้าอี้ของคุณมี
เพราะความสมบูรณ์แบบที่แท้จริง ไม่มีอยู่บนโลกใบนี้.... ฉันเชื่ออย่างนั้น
 หากแต่ ศิลปะสุดยอดของการอยู่ร่วมกัน คือ การให้อภัย
อะไรที่เค้าขาดไปบ้างเราก็หมั่นเติม อะไรที่เค้าเกินไปบ้างเราก็เอามาเติมให้เราเอง
 
 ถ้าเป็นแบบนี้เราจะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างงดงามมากกว่าไหม ^_^
January 23

ชายหญิง...ต่างกันที่...???

พระเจ้าสร้างชายและหญิงให้เกิดมาคู่กัน
แต่ก็มีผู้ชายจำนวนมากออกมายอมรับว่า "บางครั้งผู้หญิงก็ดูน่าเบื่อและไร้เหตุผลจนไม่น่าเข้าใกล้"
ในขณะที่ผู้หญิงโต้กลับว่า "บางครั้งผู้ชายก็งี่เง่าและเฮงซวยที่สุด"
ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ว่า ใครดีใครเลว
แต่อยู่ที่ความแตกต่างกันในทุก ๆ เรื่องของชายและหญิงต่างหากที่เป็นต้นเหตุของความไม่เข้าใจ
ในเมื่อทั้งชายและหญิงไม่มีวันที่จะเหมือนกันได้ ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดเพื่อการอยู่ร่วมกันได้ย่างมีความสุข